หลินว่านเหอนั่งอยู่ข้าง ๆ มองหลินจื้ออวี้เลือกสั่งอะไรก็ได้ตามใจชอบ แม่ยังคอยคีบเนื้อใส่ชามให้เป็นระยะ กลัวว่าเธอจะกินไม่อิ่ม
เป็นลูกสาวตระกูลหลินเหมือนกัน แต่พอมองกลับมาที่ครอบครัวสี่คนของตัวเองซึ่งต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาคนอื่น แม้แต่จะกินข้าวสักมื้อก็ยังต้องคอยดูสีหน้าคนอื่น
ถึงจะคาดเดาสภาพเช่นนี้ไว้ตั้งแต่อยู่ชนบทแล้ว แต่ในใจก็อดอึดอัดไม่ได้
หลินเจ๋ออวี่กระซิบคุยกับหลินจื้ออวี้
“พี่ ที่หอนิทักรรมนั่น ชาวต่างชาติเข้ากับคนง่ายไหม?”
“ไม่แน่ ขึ้นอยู่กับดวง” หลินจื้ออวี้ตอบเสียงเรียบ
มือที่กู้วั่งชวนจับตะเกียบอยู่กำแน่นขึ้น เขาเงยหน้ามองหลินจื้ออวี้ ก่อนเอ่ยอย่างลังเล
“จื้ออวี้ เธอเป็นนักศึกษา หัวไว รู้ไหมว่ามีที่ไหนให้ทำงานใช้แรงหรือทำงานจิปาถะบ้าง ยกของหรือวิ่งธุระก็ได้ เธอช่วย…ฝากถามให้ฉันหน่อยได้ไหม? ฉันไม่กลัวลำบาก”
ในห้องพลันเงียบกริบ
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่หลินจื้ออวี้
หลินว่านเหอเงยหน้าขึ้นทันที แม้แต่ลมหายใจก็ยังผ่อนเบาลง
ในสายตาเธอ ขอเพียงน้องสาวยอมเอ่ยปากช่วย กู้วั่งชวนก็ต้องหางานได้แน่ ครอบครัวของเธอจะได้ไม่ต้องคอยดูสีหน้าคนอื่นและกินอยู่ฟรีอีกต่อไป
หวังกุ้ยหลานกับหลินต้าซานสบตากัน ในใจก็แอบมีความหวังอยู่บ้าง ต่างนั่งเงียบ ๆ รอให้หลินจื้ออวี้ตอบตกลง
มีเพียงจางกุ้ยเฟินที่สีหน้าหม่นลงเล็กน้อย ในใจแอบบ่นว่า สมกับเป็นคนที่เอาเปรียบเท่าไรก็ไม่รู้จักพอ
หลินเจ๋ออวี่เผยสีหน้ารังเกียจ เรื่องวุ่นวายที่ทะเลาะกันจนบ้านแทบแตกเพราะข้าวชามเดียวเมื่อกลางวัน เขาเห็นมาตลอด
