เธอออกจากโรงพยาบาล นั่งแท็กซี่กลับมหาวิทยาลัย
เพิ่งกลับถึงหอพัก เพื่อนร่วมห้องของไป๋เวยก็เข้ามาซักถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “เวยเวย เธอไม่ได้กลับหอพักทั้งคืน คงไม่ใช่ไปใช้ค่ำคืนแสนหวานกับแฟนหนุ่มของเธอหรอกนะ”
ไป๋เวยหน้าแดงระเรื่อ รีบอธิบายอย่างเขินอาย “ไม่ใช่สักหน่อย เขาได้รับบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล ฉันดูแลเขาทั้งคืนต่างหาก”
เซี่ยซืออวี่หัวเราะ “ก็แค่ออกไปเดตกับแฟนค้างคืนด้วยกัน จะมีอะไรน่าอายจนพูดไม่ได้กัน”
ไป๋เวยพลันร้อนรน โพล่งออกไปว่า “เธอไม่มีหลักฐานก็ใส่ร้ายคนอื่นให้เสื่อมเสีย มันต่างอะไรกับสร้างข่าวลือกัน?”
“ใส่ร้ายให้เสื่อมเสีย? สร้างข่าวลือ? เธอคงคิดว่าการอยู่กับแฟนของเธอเป็นเรื่องน่าอัปยศ น่าอับอายขายหน้าสินะ”
“อย่าไปถือคำพูดของซืออวี่เลย” เพื่อนร่วมห้องรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย “ซืออวี่แค่พูดเล่น ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก”
เพื่อนร่วมห้องอีกคนก็ออกมาผ่อนคลายบรรยากาศ “คืนนี้มีงานแสดงฉลองครบรอบมหาวิทยาลัย จะมีการแข่งขันร้องเพลงของซืออวี่ด้วย พวกเราไปดูด้วยกันไหม”
ไป๋เวยถึงเพิ่งนึกออกว่าเพื่อนร่วมห้องสาวสวยรวยทรัพย์ของเธอคนนี้ก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสมาคมดนตรีเช่นกัน ด้วยน้ำเสียงอันยอดเยี่ยมของเธอทำให้ค่ายเพลงหลายแห่งยื่นข้อเสนอเซ็นสัญญา แต่เธอไม่อยากก้าวเข้าสู่วงการนักร้อง จึงปฏิเสธไป
เซี่ยซืออวี่บอกว่าที่บ้านยังมีบริษัทให้สืบทอด การร้องเพลงเป็นเพียงงานอดิเรกยามว่างเท่านั้น
เพื่อนร่วมห้องพาไป๋เวยมาที่หน้าเสื้อผ้าของเซี่ยซืออวี่ “เวยเวย เธอดูหน่อย ชุดราตรีของซืออวี่ตัวนี้สวยไหม”
เป็นชุดเดรสสีดำยาวประมาณหัวเข่าที่เข้ากับบุคลิกของเซี่ยซืออวี่เป็นอย่างมาก
