“ใจสกปรกก็มองอะไรสกปรกไปหมด” แววตาเธอเย็นชาขึ้นไปอีก “ปล่อยมือ ไม่อย่างนั้นจะหนีบมือเข้า ไม่จ่ายค่ารักษานะ”
เฝิงซือเหนียนยังอยากพูดอะไรต่อ แต่หนานจือก็เตะเขาออกไปแล้วปิดประตูเสียงดัง
เขากุมท้องด้วยความตกใจ ถอยหลังไปสองก้าว ไม่เคยคิดเลยว่าหนานจือที่ภายนอกดูสวย อ่อนโยน และเป็นมิตร จะทำหน้าเย็นชาและใช้เท้าเตะคนอื่นได้
เจียงเจ้อออกจากลิฟต์มา ก็เห็นเฝิงซือเหนียนยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าขุ่นเคือง
เมื่อได้ยินเสียง เฝิงซือเหนียนหันขวับ แววตาลุกวาว “นายอยู่ห้องเดียวกับหนานจือจริงๆ ด้วย!”
สายตาเขาเลื่อนลง เห็นถุงบาร์บีคิวในมือเจียงเจ้อ ก็ขึ้นเสียง “หนานจือชอบรสอ่อน ไม่กินเผ็ด นายซื้อของย่างรสจัดแบบนี้มาให้ ไม่เข้าใจเธอเลยสักนิด!”
ประตูถูกเปิดออกทันใด หนานจือพิงขอบประตู ดวงตากลมใสมองเฝิงซือเหนียนนิ่งอยู่หลายวินาที
“ที่ผ่านมาต่อหน้าเธอฉันกินแต่รสอ่อน ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่ชอบ แต่เพราะเธอท้องไม่ดี ฉันเลยเป็นห่วงสุขภาพเธอถึงไม่เคยสั่งเผ็ด” เธอหัวเราะเยาะ “ตรงกันข้าม ฉันชอบกินเผ็ด แล้วก็ชอบรสจัด เธอไม่เคยถามเลยว่าฉันชอบอะไร เอาแต่คิดเอาเองมาตลอด”
เฝิงซือเหนียนหน้าซีดลงเรื่อยๆ ร่างกายโซเซเล็กน้อย
ไป๋เวยสวมชุดนอนบางเบา กอดอกยืนตัวสั่นอยู่ที่หัวบันได ตาแดงเรื่อมองเขา “ซือเหนียน เมื่อไหร่จะกลับบ้าน ฉันกลัวอยู่คนเดียว…”
เธอเหมือนดอกไม้บอบบางที่พร้อมจะหักโค่นหากลมแรงกว่านี้อีกสักหน่อย
