เธอกระแอมเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “รุ่นพี่คะ ฉันขอยืมแอลกอฮอล์หน่อยค่ะ”
เจียงเจ้อไม่ยอมเงยหน้าขึ้น ยังคงจดจ่ออยู่กับหน้าจอตรงหน้า “ชั้นสองของตู้ทางขวามือ”
หนานจือค้นหาขวดแอลกอฮอล์ตามที่เขาบอกจนเจอ ขณะกำลังจะปิดประตูตู้ สายตาก็กวาดไปเห็นสมุดบันทึกปกหนังวัวเล่มหนึ่งบนชั้นบนสุด
ปกดูเก่าเล็กน้อย ดูทรงแล้วน่าจะมีอายุหลายปี
หนานจือไม่ใช่คนที่ชอบละลาบละล้วงดูเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น จึงปิดประตูตู้ลงเงียบ ๆ
เธอใช้แอลกอฮอล์ฉีดลงบนหน้าจอ แล้วใช้กระดาษทิชชู่เช็ดรอยที่หลงเหลืออยู่ออก
หลังจากเก็บแอลกอฮอล์กลับที่เรียบร้อยแล้ว เธอก็กล่าวลาอย่างสุภาพว่า “รุ่นพี่ งั้นฉันกลับก่อนนะคะ”
เจียงเจ้อตอบรับอือเบา ๆ
เมื่อได้ยินเสียงประตูปิดลง เขาจึงเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองประตูตู้ด้วยแววตาหม่นลึกอยู่นาน จากนั้นก็ลุกขึ้นเปิดตู้ หยิบสมุดบันทึกปกหนังวัวที่วางอยู่บนสุดออกมา
เขาไม่ได้เปิดดู เพียงแต่ใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปมาบนปกครู่หนึ่ง ก่อนจะนำมันใส่ไว้ในตู้เซฟใต้โต๊ะทำงานแล้วล็อกกุญแจ
ว่านเสี่ยวซานกับอีกสองคนยืนรอหนานจืออยู่ที่หน้าประตู รอจนเธอกลับมาถึง พวกเธอถึงเริ่มพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนนี้
มุมปากของหลีจื่อเมิงไม่เคยหุบลงเลย “ผู้ชายคนนั้นผิวขาวสะอาด เป็นสเปกของฉันเลยล่ะ!”
ว่านเสี่ยวซานมองเธอด้วยแววตาดูแคลน “ไหนก่อนหน้านี้เธอบอกว่านักกีฬาหน้าเข้มคือสเปกในอุดมคติของเธอไม่ใช่เหรอ?”
เธอหัวเราะแห้ง ๆ สองที “เธอจะไปรู้อะไร ความรักก็ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ไง!”
เกิ่งเถียนเถียนเป็นเพียงคนเดียวในสามคนที่ปฏิเสธคำขอเป็นเพื่อนของอีกฝ่าย
