หนานจือถีบเก้าอี้ล้อหมุนไปพลางกล่าวว่า “ความยุติธรรมอาจมาช้า แต่ไม่มีทางขาดหายไปแน่นอน”
“ความยุติธรรมที่มาช้า ยังเรียกว่าความยุติธรรมได้อีกเหรอ?” เกิ่งเถียนเถียนทุบโต๊ะด้วยความโมโห “ถ้าก่อนประกาศผลคัดเลือกยังไม่มีใครเปิดโปงว่าไป๋เวยเป็นคนซื้อคำตอบ แบบนั้นก็อันตรายไม่ใช่เหรอ?”
หนานจือยังคงสงบนิ่งเป็นพิเศษ “พูดซะเหมือนต่อให้ไม่ตัดสิทธิ์เธอ เธอจะได้รับเลือกอย่างนั้นแหละ”
หลีจื่อเมิงพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นสิ ถึงคะแนนกับหน่วยกิตของเธอจะครบ แต่คนที่มีประวัติโดดเด่นกว่าเธอก็มีตั้งเยอะ”
“ฉันจะสืบต่อไป” หนานจือลุกขึ้นยืน พลางลูบชายเสื้อให้เรียบอย่างไม่รีบร้อน “แต่ฉันก็ไม่คิดเหมือนกันว่าไป๋เวยจะกลับดำเป็นขาว ทำให้ฉันกลายจากผู้เสียหายเป็นคนทำร้ายคนอื่น”
“เดี๋ยวก่อน ไป๋เวยไปฟ้องเฝิงซือเหนียนเหรอ?” เกิ่งเถียนเถียนเพิ่งนึกขึ้นได้ “พวกเขายังติดต่อกันอยู่ แปลว่าทั้งคู่ไม่ได้เลิกกันจริง ๆ งั้นเหรอ?”
“ฉันก็ว่าแล้วว่าคู่ชายเลวหญิงร้ายคู่นี้จะเลิกกันง่าย ๆ ได้ยังไง ที่แท้ก็แกล้งเลิกแล้วคบกันลับ ๆ นี่เอง เพื่อให้เฝิงซือเหนียนกลับไปใช้ชีวิตร่ำรวยเหมือนเดิมสินะ” หลีจื่อเมิงกลอกตา
ว่านเสี่ยวซานหัวเราะเยาะ “นี่มันคิดจะกอบโกยทุกอย่างจากเขาจริง ๆ ยังอยากได้ทั้งความรักและชื่อเสียงอีก”
เห็นหนานจือเตรียมจะออกไป หลีจื่อเมิงก็ถามอย่างสงสัย “จือจือ จะไปไหนเหรอ?”
“ไปซ้อมเปียโน”
หนานจือพูดจบก็เดินออกจากห้องพักไป
เกิ่งเถียนเถียนทอดถอนใจ “คนมีพรสวรรค์อย่างจือจือยังขยันขนาดนี้ สมควรแล้วที่เธอจะประสบความสำเร็จ”