ไป๋เวยไม่คิดว่าเฝิงซือเหนียนจะหงุดหงิดจนตวาดใส่ เธอชะงักงันอยู่กับที่
ผ่านไปครู่ใหญ่ ดวงตาก็แดงก่ำ ก่อนจะเอ่ยทั้งน้ำตาอย่างน้อยใจ “เฝิงซือเหนียน คุณเป็นคนเลือกฉันเอง! ตอนนี้เสียใจแล้วใช่ไหม? คำสัญญาที่คุณเคยให้ไว้ก็เป็นแค่คำพูดเหลวไหล! คุณคิดว่ามีแค่คุณที่ทุ่มเทหรือไง? แล้วที่ฉันทำมาตลอดช่วงนี้ล่ะ นับเป็นอะไร?”
“ฉันทำงานพิเศษมากกว่าคุณ กลางวันต้องเรียน เวลาที่เหลือก็ต้องทำงาน เพื่อดูแลคุณตอนนอนโรงพยาบาล ช่วงนั้นฉันแทบไม่มีคืนไหนได้นอนเต็มอิ่ม ฉันเคยให้โอกาสคุณถอยจากฉันแล้ว แต่เป็นคุณเองที่ตามมาหาฉัน!”
เธอตะโกนจนเสียงแหบแห้ง ก่อนจะก้มหน้าร้องไห้เงียบ ๆ
เฝิงซือเหนียนรู้สึกอึดอัดในอกยิ่งกว่าเดิม ทั้งหงุดหงิดทั้งเสียใจปะปนกันไป แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังทนเห็นน้ำตาของไป๋เวยไม่ได้
เขาถอนหายใจยาว “เวยเวย ขอโทษนะ”
แน่นอนว่าเขาทำใจทิ้งไป๋เวยไม่ลง แต่ชีวิตที่ต้องประหยัดมัธยัสถ์แบบนี้ เขาก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
เฝิงซือเหนียนปลอบไป๋เวยจนเธอสงบลง แล้วโทรหาเฝิงฉี
“พ่อ ผมคิดดีแล้ว ผมจะแยกทางกับไป๋เวย”
*
การคัดเลือกสิบดาวเด่นของมหาวิทยาลัยรอบอย่างเป็นทางการกำลังจะเริ่มขึ้น ทางมหาวิทยาลัยจึงประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์
ชื่อของหนานจือโดดเด่นอยู่ในรายชื่อนั้น
“โชคดีที่จือจือพ้นข้อสงสัยเรื่องทุจริตแล้ว ไม่อย่างนั้นคะแนนสูงขนาดนี้คงน่าเสียดายแย่” เกิ่งเถียนเถียนหยิบคะแนนสอบปลายภาคของหนานจือขึ้นมาดูซ้ำไปซ้ำมา “ทุกวิชาได้เกิน 90 คะแนนหมดเลย ความสามารถนี่น่ากลัวจริง ๆ”