เมื่อเห็นสวีหลินตอบแบบขอไปที เหล่าปัญญาชนก็พูดไม่ออก นี่เธอถึงขั้นขี้เกียจแม้แต่จะแสร้งทำเลยหรือ
พอเห็นซูเหลียงที่ได้แต่โกรธจนทำอะไรไม่ได้ ปัญญาชนชายหลายคนก็รู้สึกเจ็บหน้าแทน
ถึงกับสู้ผู้หญิงคนเดียวยังไม่ได้ น่าอับอายขายหน้าผู้ชายเกินไปแล้ว
เห็นซูเหลียงโกรธแทบตาย แต่ก็ทำอะไรสวีหลินไม่ได้ หูชางหมิงก็เหมือนได้ระบายความแค้นในใจออกมาเสียที
เพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง หูชางหมิงจึงรีบเข้าไปไกล่เกลี่ย
“ปัญญาชนสวี หยุดมือเถอะครับ พวกเราเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ จะลงไม้ลงมือกันไม่ได้”
พูดอย่างนั้นก็จริง แต่ถ้าไม่ได้เห็นมุมปากที่ยกยิ้มของหูชางหมิง สวีหลินคงเชื่อคำพูดของเขาไปแล้ว
แต่เพิ่งมาถึงลานปัญญาชนวันแรก สวีหลินก็ไม่ได้คิดจะจัดการทุกคนให้สิ้นซากในคราวเดียว ไว้ค่อย ๆ สะสางกันทีหลังดีกว่า
เธอชักขาเล็ก ๆ กลับ แล้วถอยไปยืนข้าง ๆ พลางอธิบายส่ง ๆ ว่า “ฉันไม่ได้อยากลงมือหรอก แต่ปัญญาชนซูหาเรื่องฉันก่อนเอง
เก้าอี้ตัวนั้นกำลังจะฟาดโดนฉันแล้ว ยังไม่ให้ฉันปัดป้องอีกหรือ ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเก้าอี้มันมีตา ถึงได้ฟาดใส่คนที่ทารุณมัน”
คำอธิบายนี้เกือบทำให้ฉินฟางโกรธตาย อะไรคือเก้าอี้มีตาแล้วฟาดใส่คนที่ทารุณมัน เธอเป็นคนทั้งคน จะไปทารุณเก้าอี้ได้ยังไง
ฉินฟางเจ็บจนต้องปาดน้ำตา ดวงตาแดงก่ำ เสียงแหบพร่า “ปัญญาชนสวี ฉันรู้ว่าคุณไม่พอใจฉัน”
“อ้าว คุณนี่รู้อะไรเยอะเหมือนกันนะ ในเมื่อรู้ว่าฉันไม่ชอบคุณ ก็หลบหน้าฉันสิ อย่ามาเดินวนเวียนอยู่ตรงหน้าฉันอยู่ได้
