ตั้งแต่วินาทีที่สวีหลินจรดปากกาลงบนกระดาษ ดวงตาของซุนไหว่เซิงทั้งสามคนก็ไม่ละไปจากข้อสอบเลย
พวกเขาพบว่าสวีหลินทำข้อสอบเร็วมาก ราวกับไม่ต้องคิดเลยสักนิด
แค่อ่านโจทย์รอบเดียวก็หยิบปากกาขึ้นมาเขียนคำตอบได้ทันที ที่น่าตกใจกว่านั้นคือขณะที่พวกเขายังอ่านโจทย์อยู่ สวีหลินก็เริ่มตอบแล้ว
ตอนแรกพวกเขายังคิดว่าสวีหลินเขียนส่งเดช แต่พอเห็นคำตอบของเธอชัด ๆ ก็พูดอะไรไม่ออก
ไม่ว่าจะเป็นข้อเติมคำหรือข้อเลือกตอบ ไม่มีข้อไหนผิดเลย
พอถึงส่วนวิเคราะห์อาการและเขียนตำรับยา ซุนไหว่เซิงทั้งสามคนก็ยิ่งตกตะลึง เพราะสวีหลินสามารถใช้ตำรับที่เรียบง่ายที่สุดให้ได้ผลการรักษาดีที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น ตำรับที่เธอเขียนยังมีทั้งแบบสำหรับคนร่ำรวยและแบบสำหรับคนยากจน
ไม่ใช่ว่าสวีหลินเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วย แต่เธอเสนอแผนการรักษาที่ดีที่สุดตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคน
เมื่อสวีหลินวางปากกา ซุนไหว่เซิงดูเวลาแล้วหันไปบอกเพื่อนเก่าทั้งสองว่า “เธอใช้เวลาแค่ครึ่งเดียวของผู้เข้าสอบคนอื่น”
หลิวไหว่เหรินได้ยินแล้วก็ลูบหนวด พยักหน้าพร้อมถามด้วยรอยยิ้มว่า “หนูน้อยศึกษาด้วยตัวเองจริง ๆ หรือ”
“ใช่ค่ะ” สวีหลินยิ้มพลางพยักหน้า อย่างไรเสียในประเทศหลงกั๋วเธอก็ศึกษาด้วยตัวเองจริง ๆ
ส่วนเรื่องในโลกขนานข้ามมิติอื่น ต่อให้พูดออกไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก
“เธออ่านคัมภีร์การแพทย์อะไรมาบ้าง” ติ้งอวี่ซิงถาม ในแววตามีแต่ความอิจฉา ถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกหลานของเขาก็คงดี
เขาคงทุ่มเททุกอย่างเพื่ออบรมเลี้ยงดูเธอ จะยอมให้สวีหลินลงไปในชนบทได้อย่างไร
ถ้าพูดถึงคัมภีร์การแพทย์ที่เคยอ่าน สวีหลินก็มีเรื่องให้เล่า เธออ่านคัมภีร์การแพทย์ของประเทศหลงกั๋วมาไม่น้อยจริง ๆ