โชคดีที่เสียงนั้นไม่ได้ปรากฏขึ้นอีก บางทีมันอาจมองออกว่านางเป็นเพียงขยะขั้นหลอมแรงวิญญาณระดับเจ็ด ไม่ได้เป็นภัยคุกคามแม้แต่น้อย จึงปล่อยให้นางทำตามใจ
ม่อเสี่ยวซีพยายามสงบหัวใจที่เต้นรัว ก่อนจะรีบเดินต่อไปอย่างลนลาน
ในเวลานั้นเอง เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง “อย่าวิ่งสะเปะสะปะ เดินตามทางนำไป ข้าจะให้คนพาเจ้าออกไป!”
ม่อเสี่ยวซีชะงักกึก พลันเห็นแถบพลังวิญญาณที่แปรเปลี่ยนเป็นริ้วแพรปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ลอยล่องไปยังทิศทางหนึ่ง
“ขอบคุณผู้อาวุโส!” นางไม่กล้าขัดคำสั่ง จึงวิ่งตามริ้วพลังวิญญาณไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งเค่อผ่านไป เบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้าง
บริเวณนี้เต็มไปด้วยดอกไม้ใบหญ้า แต้มสีสันพร่างพรายทั่วผืนธรณี ลำธารสายเล็กคดเคี้ยวไหลออกมาจากป่าท้อ แล้วเลือนหายเข้าไปในป่าไผ่
ดอกท้อบานสะพรั่งเต็มต้น เมื่อสายลมพัด กลีบสีชมพูก็ปลิวว่อนราวกับเมฆสีท้อ
บุรุษและสตรีในอาภรณ์หรูหราหลายคนนั่งจิบชาอยู่ในศาลาริมน้ำที่มีชายคางดงาม ด้านนอกศาลามีผู้ติดตามยืนเรียงรายกว่าสิบคน
ม่อเสี่ยวซีกวาดตามองคนเหล่านั้น ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่หญิงสาวร่างเล็กคนหนึ่งอย่างกะทันหัน
เผยจิ้งเองก็เห็นนางแล้ว รีบกะพริบตาส่งสัญญาณให้นางอย่าพูด
ตอนนั้นเอง เสียงสตรีก็ดังมาจากในศาลา “นางเป็นใคร?”
หญิงสาวสะดุ้ง สีหน้าพลันเผยความหวาดกลัว
เสียงบุรุษที่ดังขึ้นก่อนหน้านี้กล่าวว่า “ศิษย์ใหม่ที่หลงทาง”
“อ้อ? ที่แค่นี้ยังหลงทางได้อีกหรือ? นางช่างไร้ประโยชน์เสียจริง” น้ำเสียงสตรีฟังดูอ่อนหวาน ทว่ากลับแฝงความเอาแต่ใจอยู่เล็กน้อย