หญิงสาวในภาพถ่ายนั่งอยู่บนโซฟาธรรมดา ๆ ฉากหลังเป็นกำแพงหนังสือ แสงแดดส่องเข้ามาจากด้านข้าง ตกกระทบใบหน้าของเธอเพียงครึ่งหนึ่ง
เธอสวมเสื้อไหมพรมคาร์ดิแกนสีขาวนวล ด้านในเป็นชุดกระโปรงสีชมพูอ่อน ผมดำขลับนุ่มสลวยปล่อยลงมาคลอเคลียข้างไหล่
เธอคงไม่ค่อยชอบถ่ายรูปนัก ทั้งตัวหดถอยไปด้านหลังเล็กน้อย มือวางอย่างเรียบร้อยบนตัก นิ้วทั้งสิบขัดกันไปมาโดยไม่รู้ตัว
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือดวงตาของเธอ
เป็นดวงตากลมโตและสุกใส คู่ม่านตาสีอ่อนราวกับลูกแก้วสีอำพัน
เธอมองกล้องอยู่ ทว่าแววตานั้นไม่เหมือนคนกำลังถ่ายรูป กลับเหมือนกระต่ายน้อยที่ถูกอุ้มไปยังสถานที่แปลกหน้าอย่างกะทันหัน
ตั้งตัวไม่ทัน ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองคุณอย่างหวาด ๆ
แฝงความหวาดกลัวและเชื่อฟังอย่างเป็นธรรมชาติ ไร้การเสแสร้งแม้แต่น้อย
แววตานั้นใสสะอาดเกินไป ราวกับหิมะบนผืนดินที่ไม่เคยมีใครแตะต้อง
เซี่ยจิ่งจ้องภาพถ่ายใบนั้นอยู่สามวินาที
โจวซวี่สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของเขา จึงชะโงกหน้ามอง ก่อนจะอดร้อง “โห” ออกมาไม่ได้
“สาวน้อยคนนี้หน้าตาน่ารักจริง ๆ”
หญิงสาวในภาพถ่ายดูน่ารักอย่างที่ว่า
ใบหน้ารูปไข่กลมมน คางเรียวลงเล็กน้อยแต่ไม่แหลม มีส่วนโค้งอ่อนโยนอันเป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาววัยแรกรุ่น
ปลายจมูกเล็กน่ารักกลมมน ริมฝีปากเป็นสีชมพูตามธรรมชาติ ไม่ได้ทาลิปสติกเลยสักนิด ริมฝีปากล่างหนากว่าริมฝีปากบนเล็กน้อย เผยอออกนิด ๆ ราวกับกำลังออดอ้อนเงียบ ๆ
สิ่งที่ทำให้ใจละลายที่สุดคือดวงตาทรงเมล็ดซิ่งคู่นั้น กลมโตและอิ่มเอิบ หางตาตกลงเล็กน้อย ขนตาหนางอนงาม ทิ้งเงารูปพัดเล็ก ๆ ลงบนใบหน้า
ทำให้บุคลิกของเธอเจือความไร้เดียงสาและน่าทะนุถนอมอยู่ในที
เป็นความสวยที่ทำให้คนใจอ่อน
เหมือนลูกแมวน้อยขนฟูนุ่มที่บังเอิญพบข้างทาง ดูขี้กลัวเสียจนชวนให้คนอยากย่อตัวลง แล้วลูบหัวมันเบา ๆ
เซี่ยจิ่งไม่สนใจโจวซวี่ พลิกภาพถ่ายไปดูด้านหลัง
สุ่ยนั่ว อายุสิบเก้าปี คุณหนูรองแห่งตระกูลสุ่ย
ส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบสองเซนติเมตร น้ำหนักสี่สิบหกกิโลกรัม เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย สาขาวิชาวรรณคดีคลาสสิก
ช่องงานอดิเรกเขียนไว้ว่า ดูดาว ปลูกไม้อวบน้ำ ทำสมุดบันทึก
เมื่อเซี่ยจิ่งเห็นคำว่า “ปลูกไม้อวบน้ำ” มุมปากก็ขยับเล็กน้อย—
ท่าทางนั้นรวดเร็วจนแทบมองข้ามไปได้ แต่โจวซวี่เห็นเข้า จึงจดจำไว้เงียบ ๆ
ไม่นาน เซี่ยจิ่งก็กลับมามีสีหน้าเย็นชาเฉยเมยเช่นเคย
เขาดึงภาพถ่ายใบนี้ออกมาแยกไว้ ส่วนที่เหลือโยนลงบนโต๊ะ
“เอาคนนี้”
ลุงเจ้าวางถ้วยชาลง มองภาพถ่ายใบนั้น
จากนั้นก็มองเซี่ยจิ่ง แววตาฉายรอยยิ้มจาง ๆ ที่แทบสังเกตไม่เห็น
เขาใช้ชีวิตมานานจนเข้าใจนิสัยของคุณชายคนนี้ดีเกินไป การที่เลือกหญิงสาวคนนี้คงไม่ใช่เพราะชอบ แต่เพราะคิดว่าควบคุมได้ง่าย อย่างไรก็ถือว่าถูกใจแล้ว
ว่าง่าย ขี้กลัว อายุสิบเก้า
มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกพลับนิ่ม ๆ
เซี่ยจิ่งเกลียดคนและเรื่องยุ่งยากทุกอย่าง
จะให้เขาไปรับมือกับคุณหนูตระกูลเศรษฐีที่ฉลาดหลักแหลมและเจนโลก สู้ให้เขาไปตายเสียยังดีกว่า
ส่วนหญิงสาวคนนี้ แค่มองภาพก็รู้ว่าเป็นคนไม่เรื่องมาก แต่งกลับบ้านมาอยู่ด้วยอย่างเงียบ ๆ ไม่โวยวายไม่ก่อเรื่อง ทุกคนก็สบายใจ
ลุงเจ้าเก็บภาพถ่ายไว้เรียบร้อย แล้วพยักหน้า
“ทางตระกูลสุ่ย คุณปู่จะไปเจรจาเอง”
เซี่ยจิ่งลุกขึ้น คาบบุหรี่กลับเข้าปาก แล้วเดินไปทางประตู
เดินไปได้ครึ่งทาง จู่ ๆ เขาก็หยุดแล้วเอียงหน้ามองลุงเจ้า น้ำเสียงเรียบเฉย “บอกคุณปู่ด้วยว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะยอมเชื่อฟัง”
ลุงเจ้ายิ้มพลางพยักหน้า มองส่งเขาจากไป
หลังประตูห้องส่วนตัวปิดลง ลุงเจ้าจึงค่อย ๆ ยกถ้วยชาขึ้นมา พึมพำกับตัวเองว่า “คุณหนูรองตระกูลสุ่ย...คนที่ขี้กลัวที่สุดคนนั้นน่ะหรือ”
เขาส่ายหน้าแล้วหัวเราะ
ถ้าคุณปู่รู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่เลือกคนที่รังแกได้ง่ายที่สุด คงได้บ่นอีกว่า “สะใภ้ตระกูลเซี่ยต้องมีความเด็ดเดี่ยวอยู่บ้าง” อะไรทำนองนั้น
แต่ก็ช่างเถอะ เลือกแล้วก็เลือกไป ตระกูลเซี่ยจะเลี้ยงดูสาวน้อยคนหนึ่งไม่ไหวเชียวหรือ
ดูท่าจะน่าสนใจขึ้นมาแล้ว
