เขาตั้งสติ มองไปยังหลิวอี้ เห็นอีกฝ่ายสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แววตาก็พลันฉายประกายวาววับ จากนั้นจึงเดินไปข้างโต๊ะแล้วเอ่ยว่า “ข้าคือเถ้าแก่โรงสุราผิงอัน แซ่หลี่ ไม่ทราบพรานท่านนี้มีนามว่าอะไร?”
หลิวอี้เห็นว่าเขาแต่งกายประณีต จึงกล่าวว่า “ข้าแซ่หลิว”
“ที่แท้ก็พรานหลิวนี่เอง หมูป่าตัวนี้ท่านล่ามาได้หรือ?”
เถ้าแก่หลี่มองหมูป่าที่วางอยู่บนพื้น พลางทอดถอนใจชื่นชมไม่ขาดปาก ก่อนยื่นมือไปลูบขาหลังของมัน แววตายิ่งพึงพอใจขึ้นอีก
“ย่อมเป็นฝีมือข้า ไม่ทราบว่าโรงสุราผิงอันรับซื้อเนื้อหมูป่าหรือไม่?”
“รับสิ เนื้อหมูป่าเป็นของป่าหายาก โรงสุราผิงอันย่อมรับซื้อ ไม่ทราบว่าพรานหลิวอยากขายในราคาเท่าใด?”
“โรงสุราผิงอันได้ชื่อว่าเป็นโรงสุราอันดับหนึ่งในอำเภออินอวี้ ราคาที่ให้คงเป็นธรรม ไม่ทราบว่าเถ้าแก่หลี่เสนอได้เท่าใด?”
หลิวอี้มิได้เอ่ยราคาโดยพลการ เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าหมูป่าที่ยังโตไม่เต็มวัยตัวนี้จะมีราคาเท่าใด จึงโยนคำถามกลับไปให้เถ้าแก่หลี่
อีกฝ่ายเข้าใจความหมาย เขาลูบเครากระจุกเล็กใต้คาง ก่อนนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “หมูป่าตัวนี้ยังโตไม่เต็มที่ หนักรวมแล้วราวร้อยชั่ง พอถลกหนังเลาะกระดูกออกก็เหลือไม่ถึงแปดสิบชั่ง แต่เนื้อนุ่มกว่าหมูป่าที่โตเต็มวัยมาก”
“เนื้อหมูบ้านทั่วไปชั่งละสามสิบอีแปะ ส่วนหมูป่าตัวนี้ข้ารับซื้อจากท่านชั่งละหกสิบอีแปะ คิดเป็นเงินกลม ๆ หกตำลึงเงิน เป็นอย่างไร?”
หลิวอี้ได้ยินแล้วก็ยินดีอยู่บ้าง ราคาหมูป่าสูงกว่าที่เขาคาดไว้ถึงสองตำลึงเงิน แต่เขารู้ดีว่าพ่อค้าย่อมไม่ยอมให้ตนเองขาดทุน