ซือเจิ้นซิงเดินออกมาจากห้องของหลี่อวิ๋นหลง
เขาหยิบยาเส้นกับกระดาษออกมา มวนเป็นมวนแล้วคาบไว้ที่ริมฝีปาก เม้มเบา ๆ ก่อนขีดไม้ขีดจุดไฟ แล้วสูดควันเข้าไปลึก ๆ
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเป็นนายทหาร แต่มีความขมขื่นที่พูดไม่ออก
เรื่องนี้เขาเล่าให้ใครฟังไม่ได้ ต่อให้หลี่อวิ๋นหลงเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตาย เขาก็ไม่เคยพูดถึง
ตอนที่เขากลับมาเกิดใหม่ ความทรงจำจากชาติก่อนปะปนกับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม กว่าจะเรียบเรียงได้ก็ผ่านไปหลายวัน
เจ้าของร่างเดิมเคยได้รับบาดเจ็บจนสูญเสียความทรงจำ แต่หลี่อวิ๋นหลงเป็นคนช่วยชีวิตเขา ทั้งสองเป็นทหารรักษาการณ์ให้ผู้บัญชาการสูงสุดด้วยกัน
ต่อมาหลังซือเจิ้นซิงข้ามภพมา เขาก็เคยช่วยชีวิตหลี่อวิ๋นหลงไว้เช่นกัน ตอนข้ามภูเขาหิมะ หากไม่ได้ซือเจิ้นซิงคว้าตัวเขาไว้ในช่วงคับขัน หลี่อวิ๋นหลงก็คงกลายเป็นคนสาบสูญ ถูกฝังอยู่บนภูเขาไปแล้ว
ชาติที่แล้วซือเจิ้นซิงเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ
ตอนเพิ่งข้ามภพมา เขาก็เลือดร้อนอยู่พักหนึ่ง คิดว่าด้วยฝีมือและความรู้เรื่องทิศทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็น่าจะสร้างตัวได้
แต่พอตกกลางคืน เขากลับพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ ยิ่งคิดใจก็ยิ่งเย็นวาบ
เขาเคยดูเรื่องกระบี่ผงาด จึงรู้ว่าหลี่อวิ๋นหลงจะลงเอยอย่างไร ผ่านสมรภูมิเลือดมาทั้งชีวิต สุดท้ายกลับยิงตัวตายในบ้าน
คนที่ไม่เคยกลัวใครทั้งชีวิต ต่อให้เอาดาบจ่อคอก็ไม่กะพริบตา กลับมีจุดจบเช่นนั้น
สิ่งที่ซือเจิ้นซิงกลัวก็คือเรื่องนี้
หากตายในสนามรบ ก็จะเป็นวีรชน เป็นวีรบุรุษ คนรุ่นหลังจดจำชื่อไว้ และสลักความชอบความดีลงบนแผ่นศิลา
แต่ถ้าตายในความวุ่นวายครั้งนั้น ตายด้วยน้ำมือพวกเดียวกัน ก็เท่ากับตายเปล่า เลือดที่หลั่งมาทั้งชีวิตสูญเปล่า การรบที่ผ่านมาทั้งชีวิตไร้ความหมาย แม้แต่ชื่อเสียงดีก็ยังรักษาไว้ไม่ได้
เพราะอย่างนั้น เขากับหลี่อวิ๋นหลงจึงกลายเป็นคู่หูตัวป่วนชื่อดังของกองทัพภาคที่สี่ หลี่อวิ๋นหลงเป็นพวกไม่ใช้สมอง ก่อเรื่องขัดคำสั่งทุกวัน พอเข้าสู้รบก็คลั่งจนไม่มีใครหยุดได้ ส่วนเขาเป็นพวกหน้าบึ้ง ใครพูดเรื่องเลื่อนตำแหน่งก็โมโหใส่ คอยเกาะตำแหน่งหัวหน้าหมวดไว้ไม่ยอมขยับ
แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งคู่ก็รบเก่งกันคนละแบบ พอพุ่งเข้าโจมตีก็มักอยู่แถวหน้าสุดเสมอ ลูกน้องใต้บังคับบัญชาต่างก็ยอมรับนับถือ
ทุกครั้งที่ผู้บัญชาการเฉินพูดถึงสองคนนี้ เขาก็ทั้งแค้นจนกัดฟันกรอดและทำอะไรไม่ได้ ด่าไปก็เท่านั้น ถึงเวลาใช้งานก็ยังต้องใช้
ดังนั้น แม้ซือเจิ้นซิงจะข้ามภพมาได้ 8 ปีแล้ว เขาก็ยังใช้ชีวิตล่องลอยเช่นนี้เรื่อยมา
ถึงจะทำตัวเรื่อยเปื่อย แต่ฝีมือของเขากลับเหนือกว่าชาติก่อนมาก อาจเป็นเพราะการข้ามภพ หรืออาจด้วยเหตุผลอื่น เขารู้สึกว่าทั้งความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความเร็วในการตอบสนองของระบบประสาทกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ
บุหรี่หมดมวนแล้ว
ซือเจิ้นซิงขยี้ก้นบุหรี่กับพื้นรองเท้าจนดับ ปัดกางเกงสองสามที ก่อนกลับไปยังโรงนอนของหมวดตัวเอง
เขาแหวกม่านเข้าไป ทหารหลายคนกำลังเช็ดปืน พอเห็นเขากลับมาก็ทำท่าจะลุกขึ้นรายงานตัว เขาโบกมือห้าม ทุกคนจึงนั่งลงทำงานของตัวเองต่อ
ซือเจิ้นซิงเดินไปนั่งบนเตียงที่ชิดกำแพง สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ ยิ่งขรึมก็ยิ่งดูไม่น่าเข้าใกล้ ราวกับใครติดหนี้เขาอยู่เป็นเงินก้อนโต
หวังต้าซาน หัวหน้าหมู่รุ่นเก่า เป็นทหารที่ติดตามเขามานานที่สุด ตั้งแต่สมัยกองทัพแดงก็อยู่ด้วยกัน แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าผู้บังคับหมวดอารมณ์ไม่ดี
เขาเดินเข้ามาหา กำผ้าเช็ดปืนไว้ในมือ แล้วนั่งลงตรงขอบเตียงเตา พูดเสียงเบา “พี่ซิง เป็นอะไรอีกล่ะ?”
ซือเจิ้นซิงไม่ตอบ ก้มหน้ามวนบุหรี่มวนที่สอง
หวังต้าซานมองสีหน้าเขา ลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็กลั้นไว้ไม่ไหว “พี่ซิง ผมขอพูดอะไรที่ไม่ควรพูดหน่อยนะ ผู้บังคับกองร้อยของเราเป็นทหารที่พี่ฝึกมากับมือ ถ้าพูดถึงประสบการณ์หรือฝีมือ พี่ด้อยกว่าเขาตรงไหน? ทำไมถึงไม่ยอมเลื่อนขึ้นไปอีกขั้นเสียที?”
สีหน้าซือเจิ้นซิงคล้ำลงให้เห็นชัด เขาเหน็บบุหรี่ไว้หลังหู เงยหน้ามองหวังต้าซานแวบหนึ่ง
หัวใจหวังต้าซานกระตุกวูบ รีบแก้ตัว “พี่ซิง ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น...”
“บอกว่าไม่ควรพูดแล้วยังพูดอีก ว่างมากใช่ไหม? ถ้าว่างก็ไปยืนยามหน้ากองร้อย”
“รับทราบ!” หวังต้าซานลุกขึ้นโดยอัตโนมัติ แล้วหันหลังเดินออกไป
ซือเจิ้นซิงชี้ไปที่ประตู “กลับมา ปิดประตูด้วย อย่าให้ใครเข้ามารบกวนฉัน”
ใบหน้าของหวังต้าซานที่เพิ่งมีความหวังพลันหมองลง เขาขานรับเสียงอ่อย ก่อนออกไปแล้วปิดประตู
ภายในห้องเงียบลง
ซือเจิ้นซิงทิ้งตัวลงบนเตียงเตา เอาท้ายทอยวางบนผ้าห่มที่ม้วนไว้ แล้วหลับตาลง ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร ประตูก็ถูกผลักเปิดดังเอี๊ยด แล้วฝ่ามือหนึ่งก็ตบเข้าที่เอวด้านหลัง
“ไอ้ซือใจกล้า ลุกขึ้นมาเร็ว วันนี้เอาแต่นอนทั้งวันเลยนะ”
แค่น้ำเสียงกับสำเนียงนี้ ไม่ต้องลืมตาก็รู้ว่าใคร
ซือเจิ้นซิงพลิกตัวหันหลังให้เขา ไม่แม้แต่จะลืมตา “มาหาฉันทำไม ไสหัวไป”
หลี่อวิ๋นหลงโดนเขาสวนแบบนี้จนชิน ไม่ได้โกรธสักนิด กลับหัวเราะฮิ ๆ อย่างเจ้าเล่ห์น่าหมั่นไส้
“เก็บเสียงหัวเราะของนายไปเลย ฟังแล้วขนลุก” ซือเจิ้นซิงพูดเสียงอู้อี้
หลี่อวิ๋นหลงหย่อนก้นลงนั่งตรงขอบเตียงเตา เบียดซือเจิ้นซิงให้ขยับเข้าไปด้านใน ก่อนโน้มตัวเข้ามากระซิบด้วยสีหน้าปิดความดีใจไม่มิด “ไอ้ซือใจกล้า พี่มีเรื่องดี ๆ จะปรึกษา”
ซือเจิ้นซิงพลิกตัว ลุกขึ้นครึ่งท่อนแล้วพิงกำแพง “นายจะมีเรื่องดีอะไรได้? ผู้บัญชาการกองพลให้เป็นผู้บังคับกองพันแล้วสินะ ดูนายดีใจเข้าสิ”
หลี่อวิ๋นหลงชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง “รู้ได้ยังไง? ฉันยังไม่ได้พูดเลยนะ!”
ซือเจิ้นซิงแค่นเสียง “นิสัยบ้าตำแหน่งของนายเขียนอยู่บนหน้าแล้ว ทำหน้าเหมือนหมาแทะกระดูกยังไงยังงั้น”
หลี่อวิ๋นหลงถูกสวนก็ไม่โกรธ กลับหัวเราะแล้วขยับเข้ามาใกล้ “ไอ้ซือใจกล้า อย่าหาว่าพี่ไม่ดูแลนาย ผู้บัญชาการกองพลพูดแล้วว่าให้ฉันตั้งกองพันใหม่ ถึงตอนนั้นนายก็มากับพี่ เราสองคนเป็นใหญ่ในกองพันใหม่ นายอยากทำอะไรก็ทำ ฉันไม่ยุ่ง”
ซือเจิ้นซิงไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ
“ไม่ไป นายคิดว่าฉันไม่รู้หรือไง ตอนนี้พูดจาดี พอเสียงปืนดังขึ้นมาทั้งกองพันก็ต้องฟังคำสั่งนายอยู่ดี”
แม้หลี่อวิ๋นหลงจะถูกจับไต๋ได้ แต่หน้าหนาเสียยิ่งกว่ากำแพงเมือง “ถึงอย่างนั้นนายก็ต้องมาช่วยพี่สิ! เราสองคนเป็นคู่หูกันมาตั้งกี่ปี พอนายไม่อยู่ข้าง ๆ พี่ก็รู้สึกไม่สบายตัวไปหมด”
ซือเจิ้นซิงลุกขึ้น นำบุหรี่ที่เหน็บไว้หลังหูมาจุด แล้วพ่นควันออกมาช้า ๆ
“นายเห็นฉันเป็นคนโง่หรือไง? กองทัพปรับโครงสร้างเป็น 15 กองพัน ฉันเป็นหัวหน้าหมวดในกองพันประจำ มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ จะไปอยู่กับกองพันนอกระบบของนายทำไม? กองพันใหม่ของนายยังไม่มีแม้แต่หมายเลขหน่วย ใครจะไปรู้ว่าเป็นกองกำลังหลักหรือกองหนุน”
หลี่อวิ๋นหลงเริ่มฉุนเฉียว เขาตบขอบเตียงเตาเสียงดัง
“ซือเจิ้นซิง นายโง่หรือไง? กองพันหลักเป็นทหารประจำการก็จริง แต่กฎระเบียบก็เยอะเหมือนกัน นิสัยอย่างนาย บวกกับเฉิงตาบอดที่หัวแข็งเป็นท่อนไม้ นายทนไหวหรือ? พูดดีด้วยตั้งเยอะ ทำไมนายถึงไม่ยอมฟังกันบ้าง!”
ซือเจิ้นซิงสูบบุหรี่เงียบ ๆ ควันค่อย ๆ ลอยออกมาจากจมูก
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาดีดก้นบุหรี่ลงพื้น แล้วจู่ ๆ ก็ยืดตัวขึ้นนั่ง “อยากให้ฉันไปจริง ๆ หรือ?”
พอเห็นเขาเริ่มใจอ่อน หลี่อวิ๋นหลงก็รีบเปลี่ยนสีหน้า ตบไหล่เขาฉาดใหญ่ “ไอ้ซือใจกล้า วางใจเถอะ ขอแค่นายมา ทั้งกองพันนอกจากฉันแล้วก็ฟังคำสั่งนายหมด! ตอนเป็นหัวหน้าหมวดอยู่กับเฉิงตาบอด นายต้องทนห่าเหวอะไรบ้าง พอมาที่นี่ อยากเป็นหัวหน้าหมวดหรือผู้บังคับกองร้อยก็เลือกเอาเลย”
ซือเจิ้นซิงโบกมือตัดบท “ไม่ต้อง ฉันมีเงื่อนไขข้อเดียว หมวดของฉันต้องรบแยกอิสระ ในสนามรบ นายสั่งฉันไม่ได้ จะรบยังไงฉันเป็นคนตัดสินใจ ถ้ารับปากข้อนี้ ฉันก็จะไปกับนาย”
หลี่อวิ๋นหลงชะงัก กะพริบตาสองครั้ง ก่อนตบต้นขาฉาด “ได้! ฉันรับปากนาย! ก็แค่หมวดเดียว นายอยากทำอะไรก็ทำ ขอแค่ชนะศึกก็พอ!”
รับปากแล้ว เขาก็ลองคิดทบทวนดูบ้าง
“ให้ตายสิ ฉันควรไปขอผู้บัญชาการกองพลให้มีสิทธิ์รบแยกอิสระด้วยดีไหม?”
