เฮ่อเหวินมองคนทั้งสองที่กำลังมองหน้ากันไปมา
เขาเอ่ยถามว่า “หว่านเหอ เธอเคยเจออาเหยี่ยนตอนไหน?”
ชวี่ชูซินเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน จึงถามอย่างตื่นเต้นว่า “ใช่เลย แบบนี้ก็ดีสิ รู้จักกันหมดแล้ว”
ซูหว่านเหอรับคำอืมอย่างรู้สึกผิด
มุมปากของอิงเฉินเหยี่ยนยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
ดูเหมือนจะกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
เขาหลุบขนตาลงเล็กน้อย แววขบขันวูบผ่านดวงตา ก่อนจะเลือนหายไป
ชวี่ชูซินมองคนทั้งสองที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นงดงาม ใจพลันส่งสัญญาณเตือนขึ้นมาทันที
ตายแล้ว!
นี่มัน...นี่ไม่ใช่ว่า...
เธอยกมือปิดปากหัวเราะ หางตามีรอยย่นขึ้นมา
“มา ๆ อาเฉิน มานั่งข้างหว่านหว่านสิ”
“อืม”
อิงเฉินเหยี่ยนไม่เกรงใจเลยสักนิด นั่งลงทันที
ชั่วพริบตา กลิ่นหอมเย็นสดชื่นราวกับไผ่ก็ลอยมาอยู่ข้างกายซูหว่านเหอ
เป็นกลิ่นที่เธอเคยได้กลิ่นจากเสื้อผ้าหลายครั้งก่อนหน้านี้
ใบหูของซูหว่านเหอแดงก่ำขึ้นมาทันที
อ๊ากกก!
ขายหน้าจนอยากแทรกแผ่นดินหนีแล้ว~
เสื้อผ้าของอีกฝ่ายยังอยู่ที่บ้านเธอเลย
ชวี่ชูซินเห็นอิงเฉินเหยี่ยนนั่งลงอย่างไม่อิดออด แถมยังมีรอยยิ้มในแววตา มุมปากของเธอก็ยิ่งยกสูงขึ้น
ดูท่าอาเฉินเจ้าหนุ่มนี่จะเริ่มรู้ใจตัวเองแล้ว!
ฮั่นหงจี๋เห็นท่าทางของอิงเฉินเหยี่ยนแล้วก็ประหลาดใจเหมือนกัน
ปกติอาเหยี่ยนไม่เคยนั่งข้างผู้หญิงมาก่อนเลย
แววสงสัยวูบผ่านดวงตาขุ่นมัว เขาอดมองสำรวจไม่ได้
ชวี่ชูซินเห็นเข้า ก็ฟาดเขาอีกทีพร้อมส่งสายตาตำหนิ แล้วกระซิบเสียงเบาว่า “มองอะไร! อย่าไปขัดจังหวะเขากำลังสานสัมพันธ์กันสิ”
ฮั่นหงจี๋รู้สึกน้อยใจขึ้นมาอีก เขาก็แค่มองสองทีเอง
