อีกด้านหนึ่งในเวลาเดียวกัน
ในที่สุดจ้าวหน่วนอี๋ก็พาซูหว่านเหอที่เมาแอ๋กลับมาถึงบ้าน
แม้จะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นนิดหน่อย แต่โดยรวมก็ถือว่าโอเค อย่างน้อยก็ไม่ได้เมาแล้วอาละวาด...เอาล่ะ ก็มีอยู่บ้างนิดหน่อย
เธอจ้องเสื้อคลุมที่ซูหว่านเหอกอดไว้ในอ้อมแขนอยู่นาน
เธอคิดจะดึงเสื้อออกมา แต่พอขยับตัว ซูหว่านเหอก็กอดแน่นขึ้นทันที
เธอจึงทำได้แค่หยิบผ้าเช็ดหน้าสำหรับล้างหน้ามาเช็ดแก้มเล็ก ๆ ที่แดงระเรื่อจากฤทธิ์เหล้าให้ซูหว่านเหอ จากนั้นก็ถอดรองเท้าให้ แล้วไปนอนห้องรับรองข้าง ๆ
คืนนี้เธอจะพักอยู่ที่นี่
เผื่ออีกฝ่ายปวดท้องหรืออาเจียน จะได้รู้ทัน
ซูหว่านเหอไม่รู้เรื่องอะไรเลย เธอกอดเสื้อตัวนั้นไว้แล้วหลับไปอย่างสะลึมสะลือ ใบหน้าที่จมอยู่ในผ้าห่มมีรอยยิ้มหวานประดับไว้ ก่อนจะเข้าสู่ห้วงฝัน
——
เช้าวันถัดมา แสงยามแปดโมงสว่างเจิดจ้าที่สุด หน้าต่างบานสูงจรดพื้นกับม่านสีเหลืองอ่อนในห้องนอนไม่อาจบดบังแสงแดดจ้าได้
แสงสีทองอ่อนละมุนลอดผ่านม่านโปร่งบาง สาดลงบนขนตายาวของเธอจนเกิดเงา
ขนตาของซูหว่านเหอสั่นไหวเล็กน้อย เธอขยี้หางตา พลิกตัว แล้วส่งเสียงครางเบา ๆ
วินาทีต่อมา เธอก็รู้สึกปวดตุบ ๆ ที่ขมับ จึงค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าแล้วผ่อนออกอย่างช้า ๆ แค่ขยับตัวแรงขึ้นนิดเดียวก็ปวดจนแทบทนไม่ไหว
ซูหว่านเหอขมวดคิ้วแน่น ใช้ข้อนิ้วกดนวดขมับเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นไปห้องน้ำ
“ก๊อก ๆ ๆ—”
จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
