ซูหว่านเหอยืนนิ่งอยู่กลางเวที แสงไฟเหนือศีรษะค่อย ๆ สว่างขึ้นตามท่วงทำนองช่วงท้าย เธอค่อย ๆ ดึงตัวเองออกจากอารมณ์เพลง
เมื่อลืมตาขึ้น ก็เห็นว่าทั่วทั้งสถานที่เต็มไปด้วยเสียงสะอื้น แม้เพลงจะจบไปแล้ว ผู้ชมก็ยังจมอยู่กับอารมณ์เช่นนั้น
ส่วนคอมเมนต์บนหน้าจอก็มีแต่เสียงร้องไห้ ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“ฮือ ๆ เพลงนี้ทั้งเพราะทั้งเศร้าจนน้ำตาไหล รู้สึกเหมือนฉันจะไม่ไหวแล้ว”
“ตอนแรกแม่ฉันถามว่าเป็นอะไรอีกแล้ว พอฟังไปได้ไม่นานก็ร้องไห้เป็นเพื่อนฉันด้วย”
“ฉันนึกไม่ออกเลยว่าซูหว่านเหอผ่านเรื่องแบบไหนมาบ้าง ถึงแต่งเพลงแบบนี้ออกมาได้”
“ฉันรู้แค่ว่าในฐานะคนที่เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เพลง ‘ใต้ทะเล’ ของซูหว่านเหอถ่ายทอดสภาพจิตใจของฉันตอนนั้นได้ตรงมาก”
“! อย่าบอกนะว่าพี่สาวก็...”
“พี่สาว ยังมีพวกเราอยู่นะ อย่าคิดสั้นเด็ดขาด!”
คอมเมนต์เริ่มออกนอกประเด็นไปไกล ซูหว่านเหอยังไม่รู้เลยว่าทุกคนกำลังรั้งเธอไว้ เพราะกลัวว่าเธอจะเกิดเรื่องขึ้น
เฮ่อเหวินกับเจียงเวิ่นเหย่ที่อยู่ไกลถึงประเทศเอฟต่างก็สะเทือนใจกับเพลงนี้
โดยเฉพาะเจียงเวิ่นเหย่ หางตามีน้ำตาคลอ คิ้วสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความหม่นเศร้าที่หว่างคิ้วช่วยลดความเย็นชาบนใบหน้าเดิมของเขาลง
สีแดงระเรื่อบนเปลือกตาราวกับแสงอาทิตย์ยามเย็นเหนือภูเขาหิมะ งดงามเจิดจ้า
ช่างภาพที่กำลังคัดเลือกรูปอยู่เห็นสีสันนั้นแล้วดวงตาก็เป็นประกายทันที
เขารีบหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเจียงเวิ่นเหย่รัว ๆ พร้อมเอ่ยชมไม่หยุด
“OMG! มุมนี้แหละ...พระเจ้า ความเศร้าในดวงตา...เสือดาวหิมะผู้โดดเดี่ยวบนภูเขาหิมะมีน้ำตาคลอ...ความเปราะบางนี่มันใช่เลย!”
