ซูหว่านเหอรู้ว่าตัวเองต้องติดเทรนด์แน่ ๆ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นสถานการณ์แบบนี้
ไม่ใช่แค่ต่างจากที่คิดไว้ แต่ยังผิดกันลิบลับ
ใต้โพสต์เวยปั๋วของเธอเต็มไปด้วยคอมเมนต์รั้งไม่ให้ไป ซูหว่านเหอยกมือกุมหน้าผากพลางยิ้มเจื่อน
เฮ่อเหวินที่อยู่ปลายสายได้ยินเสียงหัวเราะ ไหล่ที่เกร็งอยู่ก็ผ่อนคลายลง เขาหยิบกาแฟบนโต๊ะขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น
อืม ดูท่าจะไม่มีอะไรแล้ว
ซูหว่านเหอไล่อ่านคอมเมนต์ในช่องแสดงความคิดเห็น ทั้งจนใจและแอบดีใจอยู่บ้าง
ไม่ได้สัมผัสถึงความห่วงใยจริงใจแบบนี้มานานแล้ว น้ำเสียงของทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใยที่มีต่อเธอ
ริมฝีปากแดงของเธอยกโค้งขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเจือรอยยิ้ม “พี่เฮ่อ ผู้จัดการมือทองคงไม่ว่างถึงขนาดโทรมาให้ฉันอ่านคอมเมนต์หรอกใช่ไหม?”
ลำคอของเฮ่อเหวินสั่นไหวเบา ๆ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกมา “เพลงใหม่ของเธอชวนให้เข้าใจผิดจริง ๆ ในฐานะผู้จัดการ ฉันก็ต้องรู้สถานการณ์จริงของเธอ แต่พอได้ยินเสียงแล้วก็ไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว”
ซูหว่านเหอหัวเราะพรืด ก่อนจะแหย่เฮ่อเหวิน “พี่เฮ่อเป็นห่วงฉันก็บอกมาตรง ๆ สิ ปากแข็งแบบนี้เดี๋ยวก็หาเมียไม่ได้หรอก~”
ปลายสายเงียบกริบในทันที
ผ่านไปไม่กี่วินาที เสียงที่ดังมาจากอีกฝั่งกลับเป็นเสียงหัวเราะกลั้นไม่อยู่ของเจียงเวิ่นเหย่
หรือบางทีเขาอาจไม่ได้คิดจะกลั้นตั้งแต่แรก
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ! รุ่นน้อง เก่งมาก! เธอพูดแทงใจดำตาเฒ่าเฮ่อเข้าแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”
เดิมทีเจียงเวิ่นเหย่ก็ได้รับผลกระทบจากกระแสที่เธอติดเทรนด์ เลยโทรมาถามไถ่รุ่นน้องคนนี้สักหน่อย แต่พอได้ยินเสียงแวบเดียว เขาก็รู้สึกว่าควรถามไถ่ตาเฒ่าเฮ่อมากกว่า
ซูหว่านเหอได้ยินคำพูดของเจียงเวิ่นเหย่ก็ชะงักไป 2 วินาที รู้สึกกระดากอายขึ้นมานิดหน่อย
หืม? มีเรื่องอะไรด้วยเหรอ?
