ตระกูลฮั่น
หางตาของชวี่ชูซินเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ทว่ามุมปากกลับยกยิ้ม ดวงตาขุ่นมัวเต็มไปด้วยความยินดี
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเด็กคนนี้ต้องไม่ทำให้ฉันผิดหวัง”
ฮั่นหงจี๋ตบหลังเธอเบา ๆ อย่างปลอบโยน “คราวนี้ดีใจแล้วใช่ไหม ต่อไปทุกอย่างจะยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ เธอไม่ต้องกังวลขนาดนี้แล้ว”
“เฮ้อ” ชวี่ชูซินถอนหายใจยาว “จะง่ายขนาดนั้นได้ยังไง เพลงจีนโบราณเพิ่งก้าวเข้าสู่สายตาคนหมู่มากอย่างเป็นทางการเท่านั้น หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
การสืบทอดแนวเพลงหนึ่งจะพึ่งพาคนคนเดียวไปตลอดไม่ได้ ยังไงก็ต้องมีเด็กคนอื่นมาช่วยค้ำฟ้าไว้”
ฮั่นหงจี๋ไม่เห็นด้วย “เธอนี่กังวลเกินไปแล้ว ฉันว่าเด็กอีกหลายคนในรายการนี้ก็ไม่เลว แค่ถูกจำกัดกรอบเอาไว้ ตอนนี้มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว พวกเขาก็จะค่อย ๆ เปิดเส้นทางให้กว้างขึ้นเอง”
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” ชวี่ชูซินเองก็หวังเช่นนั้น
“พอแค่นี้ก่อน ฉันต้องไปคุยกับกู่เฟิงเฉิงสักหน่อย นี่เป็นหยกดิบที่ฉันค้นพบเชียวนะ”
เธอกลับมามีชีวิตชีวาทันที หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเพื่อนเก่าของตัวเองอย่างกระฉับกระเฉง
กู่เฟิงเฉิง ศิลปินงิ้วปักกิ่งผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคปัจจุบัน และประธานสมาคมงิ้ว
เฟิงฉี่บันเทิง
หลังจากเฮ่อเหวินไปส่งซูหว่านเหอกลับบ้าน เขาก็ถูกเรียกตัวมาที่บริษัท
ฉวีจื่อหลิน หัวหน้าแผนกผู้จัดการศิลปิน เรียกพนักงานจากแผนกต่าง ๆ ของบริษัทมารวมตัวกันในห้องประชุม
ฉวีจื่อหลินดูตื่นเต้นแต่ก็พยายามข่มอารมณ์ “ตอนนี้ซูหว่านเหอโด่งดังมาก บริษัทอื่นต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแน่ เราต้องเตรียมงานสนับสนุนให้พร้อม”
