ฮูหยินจวนอ๋องจิ้งโกรธจนพูดไม่ออก อกกระเพื่อมขึ้นลง
เจ้าหญิงจิ้นเจากลับยิ้มกล่าวว่า “พี่สะใภ้หลวงเพื่อปกป้องลูกสะใภ้ในอนาคต ถึงกับใส่ร้ายหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ ช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย จะโทษก็ต้องโทษที่ข้าปากมากไปถามซ่งซื่อฮูหยินรองแห่งตระกูลอวี๋อยู่สองสามคำ จึงทำให้จวินจูต้องพลอยถูกพัวพัน เรื่องทองรางขันอะไรนั่น สินเดิมของมารดาของอวี๋จือหนิงย่อมไม่มีปัญหาแน่ วันหน้าหากยกของไปยังจวนอ๋องจิ่งแล้ว มีใครเอาของไร้ค่ามาปะปนตบตา เผยเสวียนผู้นั้นเกิดตีกลองตีฉิ่งมาหาถึงหน้าประตู คนผิดก็ต้องเป็นเรือนที่สองของตระกูลอวี๋พวกเจ้าแน่นอน”
ถ้อยคำของเจ้าหญิงจิ้นเจาทำให้ทุกคนหลุดหัวเราะ “จวนกั๋วกงตระกูลอวี๋อย่างไรก็เป็นตระกูลมีหน้ามีตา แม้มารดาของอวี๋จือหนิงจะไม่อยู่แล้ว แต่ตระกูลถานยังอยู่ ไทเฮาก็ยังอยู่ จะทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนี้ แย่งชิงและยักยอกสินเดิมได้อย่างไร”
“องค์หญิงใหญ่คงกังวลเกินไปแล้ว เรือนที่สองกล้าดีอย่างไรถึงจะแย่งชิงสินเดิม หากเป็นเช่นนั้น อวี๋ซ่างซูมิใช่ต้องย้ายคลังหลวงจนว่างเปล่าหรอกหรือ”
ทุกคนพูดกันคนละคำสองคำ ดูเผิน ๆ คล้ายหยอกล้อ แต่แท้จริงกำลังตอกย้ำเยาะเย้ยครอบครัวของซ่งซื่อไม่หยุด
ซ่งซื่อมีสีหน้าซีดสลับเขียว อ้ำอึ้งอยากอธิบาย ทว่าฮูหยินจวนอ๋องจิ้งทางนั้นกลับกล่าวว่า “ข้าในฐานะผู้อาวุโสกล่าวตักเตือนผู้น้อยเพียงไม่กี่คำ เมื่อไม่รู้จักดีชั่ว จะพูดมากไปก็ไร้ประโยชน์”
อธิบายอย่างไรก็ไม่กระจ่าง ฮูหยินจวนอ๋องจิ้งจึงคร้านจะถือสาผู้น้อย แต่ยิ่งมองอวี๋จือหนิง แววตาก็ยิ่งไม่ชอบใจ
เจ้าหญิงจิ้นเจากลับไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ กล่าวต่อว่า “พี่สะใภ้หลวงเพื่อปกป้องลูกสะใภ้ของตน ถึงกับทำลายชื่อเสียงของจวินจู หากจวินจูไม่เอาจริงเอาจังอธิบายให้กระจ่าง คงต้องถูกตราหน้าว่าตามรังควานไม่เลิกรา ผิดก็คือผิด จะพูดถึงผู้อาวุโสผู้น้อยไปไย ช่างน่าขันนัก ยามนี้ใครบ้างไม่รู้ว่าจวนอ๋องจิ้งเป็นคนโปรดของฮ่องเต้และไทเฮา พูดอะไรย่อมเป็นอย่างนั้นสินะ”
