นับแต่ลงจากรถม้า ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋ก็มีสีหน้าไม่สู้ดีมาตลอด
ซ่งซื่อออกมารอรับที่หน้าประตูแต่เนิ่น ๆ ครั้นเห็นฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋เดินกะเผลกเข้ามา ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “นี่...นี่เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋ทำหน้าเย็นชาไม่พูดไม่จา ก่อนหน้านี้ที่ถูกเรียกเข้าเฝ้าหลายครั้ง แม้จะถูกลงโทษก็เป็นเรื่องลับ ๆ หากนางไม่พูด ก็ไม่มีใครล่วงรู้
ทว่าวันนี้กลับเกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนมากมาย อีกทั้งไทเฮาสวียังตำหนินางโดยไม่ไว้หน้า ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋ทั้งอับอายทั้งขุ่นเคืองจนรักษาสีหน้าไว้ไม่อยู่ นางจึงอ้างว่าร่างกายไม่สบาย แล้วสั่งไม่ให้คนรุ่นหลังมารบกวน
ซ่งซื่อถามอย่างไรก็ไม่ได้ความ จึงหันไปหาอวี๋จือหนิง แต่ปรากฏว่าอวี๋จือหนิงก็หาข้ออ้างกลับไปแล้ว ไม่มีผู้ใดสนใจซ่งซื่อเลย
ซ่งซื่อสับสนงุนงง จึงให้คนไปสืบข่าว ถึงได้รู้ว่าวันนี้ทั้งไทเฟย ฮูหยินจวนอ๋องจิ้ง เผยเหิง รวมถึงฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋ ล้วนถูกไทเฮาสวีตำหนิอย่างหนัก
“นี่...ไทเฮาไยจึงทรงเข้ามายุ่งกับเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ด้วย” ซ่งซื่อตกตะลึงยิ่งนัก
จวนอ๋องจิ้ง
เมื่อไทเฟยกลับถึงจวน ก็ยกมือพลิกโต๊ะทันที ถ้วยชาตกแตกกระจายเกลื่อนพื้น ฮูหยินจวนอ๋องจิ้งที่ยืนอยู่เบื้องหลังเปลือกตากระตุก ก่อนเอ่ยอย่างฝืนใจว่า “ท่านแม่โปรดระงับโทสะ หากกริ้วจนเสียสุขภาพก็ไม่คุ้มกันนะเจ้าคะ”
“จะไม่ให้ข้าโกรธได้อย่างไร” ไทเฟยตบโต๊ะด้วยความเดือดดาล “นางไร้ยางอายแย่งชิงตำแหน่งหงส์ที่เดิมทีควรเป็นของข้า หลายปีมานี้ข้าระมัดระวังอดทนมาตลอด ทางจวนอ๋องจิ้งกำลังจะได้ผงาดขึ้นมาอยู่รอมร่อ อายุปูนนี้แล้วยังต้องถูกลากไปคุกเข่าที่วังฉือหนิงอีก”
นี่คือความจริงที่ไทเฟยยอมรับไม่ได้ที่สุด
เมื่อพบไทเฮาสวี นางต้องเรียกตนเองว่าหม่อมฉัน และต้องคุกเข่าถวายคำนับ
