หลินปินได้ยินดังนั้นก็มองลึกไปที่หวังจิ้นจวินแวบหนึ่ง
ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าแก่นี่ถึงได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ปฏิกิริยารวดเร็วทันใจจริง ๆ
เมื่อกี้เขาจงใจเอาเรื่องที่หวังหย่งเปิดบ่อนพนันขึ้นมาพูด ก็เพื่อจะดูท่าทีของทุกคนต่อเรื่องนี้
เมื่อเห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรมาก เขาก็ไม่ได้ยึดประเด็นนั้นอีก
บารมีของเขาในหมู่บ้านยังไม่พอ หากต้องการโค่นพ่อลูกหวังจิ้นจวินลง คงได้แต่ค่อย ๆ วางแผนระยะยาว
“ลุงครับ ในเมื่อลุงถามผมมา งั้นผมจะเล่าให้ฟัง”
“ช่วงสองสามวันมานี้ ผมไปกับสูงเจียง ออกเรือได้ปลาจวดเหลืองกลับมาเยอะพอสมควร เรื่องนี้ทุกคนก็รู้กันดี”
“เมื่อวานพอผมไปขายปลาที่ตลาดเสร็จ เพิ่งกลับถึงหมู่บ้านก็ถูกหวังหย่งดักรอเลย!”
“มันรู้ว่าผมได้เงิน มันก็อ้าปากจะเอาเงินผมตั้งสามร้อยหยวน”
“ผมกลัวโดนซ้อม ก็เลยต้องบอกจุดที่ผมกับสูงเจียงไปหาปลาจวดเหลืองให้มัน”
“ตอนมันจะไป ผมก็ห้ามไม่ให้มันออกเรือ เตือนว่าข้างนอกอาจจะมีพายุเข้า”
“แต่มันไม่เชื่อ จะห้ามยังไงก็ไม่ฟัง แถมยังนึกว่าผมจะขัดขวางทางทำมาหากินของมัน”
“ก่อนไปยังขู่ผมอีก ห้ามไม่ให้ผมเอาจุดหาปลาไปบอกใคร”
“แล้วดูสิ มันออกเรือไปเจอพายุเข้า ก็มัวแต่โทษว่าผมเป็นต้นเหตุ...”
“ลุงก็ลองพูดดูสิครับ นี่มันรังแกคนซื่อเกินไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
สิ้นคำพูดนี้ หวังจิ้นจวินก็หน้าดำคร่ำเครียด เขายังไม่ได้ตัดสินว่าที่หลินปินพูดจริงหรือเท็จ แต่คำพูดนี้มีความน่าเชื่อถือสูงเอามาก ๆ
ด้วยความที่เขาเข้าใจลูกชายตัวเองดี แค่เรื่องกรรโชกทรัพย์รีดไถเงินนี่ นอกจากหวังหย่งแล้ว คงไม่มีใครทำเรื่องแบบนี้ออกมาหรอก
“หวังหย่ง เรื่องมันเป็นอย่างนี้หรือเปล่า?”
หวังจิ้นจวินหันไปมองหวังหย่งที่อยู่ข้างหลัง เขาแย้งหลินปินไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะมีสายตาจับจ้องอยู่มากมาย ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน เขาจะเข้าข้างหวังหย่งมากเกินไปไม่ได้
