“น้าเจียง! น้าเจียง!”
หลินปินวิ่งไปที่ข้างเรือ แล้วตะโกนลงไปในน้ำ
แต่ไม่ว่าเขาจะตะโกนแค่ไหน ใต้น้ำก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือ ผ่านไปสิบนาทีแล้ว!
นานเกินกว่าเวลาที่นักดำน้ำอาชีพในยุคหลังจะกลั้นหายใจได้มากแล้ว
คิดได้ดังนั้น หลินปินก็ไม่อาจรักษาความสงบไว้ได้อีก เขาดึงเชือกผูกเรือมาพันเอว แล้วกระโจนลงน้ำทันที
เพราะไม่มีทั้งหน้ากากดำน้ำและไฟฉายคาดหัว พอลงไปในทะเล เขาก็มองทิศทางแทบไม่เห็น
เขาทำได้เพียงอาศัยภาพสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นเป็นระยะ กับสัมผัสใต้ฝ่าเท้า เพื่อประเมินว่าตัวเองอยู่ตรงไหน
“น้าเจียง น้าต้องไม่เป็นอะไรนะ!”
“ถ้าน้าเป็นอะไรไป แล้วฉันจะอธิบายกับชิงเสวี่ยและป้าหลี่ฮุ่ยหลานยังไง...”
หลินปินแทบอยากย้อนเวลากลับไป เขาไม่น่าปล่อยให้เจียงฉินหมินลงน้ำเลย!
กระทั่งไม่น่าให้เจียงฉินหมินออกทะเลมาด้วยกันด้วยซ้ำ
เขาค้นหาจนไปถึงตำแหน่งช่องโหว่ แต่เมื่อออกซิเจนหมดเกลี้ยง ก็จำต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ
ตอนที่เขาหายใจจนเต็มปอดและเตรียมจะดำน้ำลงไปค้นหาต่อ ก็ได้ยินเสียงเจียงฉินหมินดังมาจากเหนือศีรษะ
“ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าไอ้หนูอย่างแกหายไปไหน ไม่เห็นแม้แต่เงา”
“ฉันกู้ของขึ้นมาหมดแล้ว แกยังลงไปทำอะไรอีก?”
“คิดว่าของพวกนี้ใช้ไม่ได้ หรือว่ายังไม่มากพอ?”
หลินปินสะดุ้งไปทั้งตัวเมื่อได้ยินเสียง รีบหันกลับไปมอง
เห็นเจียงฉินหมินยืนอยู่ข้างเรือ กำลังบิดกางเกงเปียกที่ถอดเปลี่ยนออก
เขารีบปีนขึ้นเรือ แล้วถามเสียงเข้มว่า “น้าไม่เป็นอะไร แล้วแก้เชือกทำไม!”
เจียงฉินหมินเลิกคิ้ว พลางแบมือแล้วบอกว่า “ตอนนั้นฉันไม่มีถุงติดมือ ไม่รู้ด้วยว่าขวดกับจานกระเบื้องพวกนี้ ชิ้นไหนใช้ได้ชิ้นไหนใช้ไม่ได้”
