“ฮึ่ก... ฮึ่ก...”
เทียร์วิ่งกลับบ้านมาตลอดทาง พอมาถึงก็เห็นรถม้าหรูหราหลายคันจอดอยู่หน้าบ้าน รอบรถม้ายังมีอัศวินยืนอยู่มากมาย ความรู้สึกไม่ดีพลันผุดขึ้นในใจของเทียร์
สถานที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่คือดินแดนที่เรียกว่าจักรวรรดิเคสเตอร์
ระบบการปกครองที่นี่คล้ายคลึงกับยุโรปยุคกลางในชาติก่อนของเขามาก เป็นระบบขุนนาง
ขุนนางส่วนใหญ่ดูแคลนสามัญชน ในสายตาของพวกเขา สามัญชนก็เป็นเพียงแมลงชั้นต่ำที่ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั้งตัว
บ่อยครั้งที่สามัญชนประสบพบเจอขุนนาง มักไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้น
ในสายตาของขุนนาง การที่สามัญชนสบตาพวกเขาก็ถือเป็นความผิดแล้ว
ในโลกเช่นนี้ ขุนนางฆ่าสามัญชนทิ้งเพียงเพราะอารมณ์ไม่ดี ก็เป็นเรื่องธรรมดาราวกับกินข้าว
เทียร์เคยได้ยินมาว่า ในประมวลกฎหมายของจักรวรรดิเคสเตอร์ เมื่อขุนนางเอ่ยถาม สามัญชนห้ามหันหลังให้ขุนนาง มิฉะนั้นจะถือเป็นความผิดถึงตาย
ขุนนางใจทรามบางคนชอบใช้กฎหมายข้อนี้กลั่นแกล้งสามัญชน โดยให้คนสองคนยืนขนาบหน้าหลังสามัญชนคนหนึ่ง ไม่ว่าสามัญชนผู้นั้นจะทำอย่างไร สุดท้ายก็หนีความตายไม่พ้น
“หยุดนะ เจ้าเป็นใคร”
ขณะที่เทียร์กำลังกระวนกระวายใจ เงาร่างหนึ่งก็เข้ามาขวางทางเขาไว้ จากนั้นคมดาบที่วาววับเย็นเยียบก็จ่ออยู่ที่ลำคอของเขา
“ท่านฟิลเลียน วางดาบลง นั่นคือลูกชายของข้า”
ลาเนียร์เดินออกมาจากในบ้าน มองอัศวินที่ใช้ดาบชี้เทียร์ด้วยสีหน้าเย็นชา
“ขออภัยขอรับ คุณชาย ข้าขออภัยที่ผลีผลามไป”
ฟิลเลียนเก็บดาบ แล้วก้มคำนับเทียร์เพื่อขอโทษ
เทียร์ถึงกับอึ้งไป “พี่ชาย เปลี่ยนสีหน้าเร็วชะมัดเลยนะ”
“เทียร์ มานี่สิ”
ขณะที่เทียร์กำลังยืนงง เสียงนุ่มนวลของหญิงสาวก็ดังขึ้น นั่นคืออีฟลีนา มารดาของเขา
เทียร์พยักหน้าให้ฟิลเลียน แล้ววิ่งเหยาะ ๆ ไปหามารดา
เมื่อเห็นเทียร์วิ่งเข้ามาหา สีหน้าเย็นชาของอีฟลีนาก็อ่อนโยนลงในทันที รอยยิ้มอบอุ่นเผยขึ้นบนใบหน้า
ลาเนียร์ที่ยืนอยู่ข้างกันก็คลายสีหน้าลง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
อีฟลีนายื่นมืออุ้มเทียร์ที่วิ่งเข้ามาหา แล้วเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับลาเนียร์
เมื่อเข้ามาด้านใน เทียร์จึงเห็นว่ามีชายวัยกลางคนอีกคนยืนอยู่ในบ้าน
เขามีผมสีขาวและดวงตาสีแดงเช่นเดียวกับบิดา แต่ดูชรากว่ามาก สวมชุดเกราะสีเงินขาว บริเวณอกซ้ายมีลวดลายดาบสีดำประทับอยู่
“เอเดิล ข้าจะพูดอีกครั้ง พวกเราจะไม่กลับไป”
เทียร์สัมผัสได้ว่าบิดากำลังโกรธ และกำลังข่มกลั้นโทสะเอาไว้อย่างสุดกำลัง
“คุณชายลาเนียร์ ครั้งนี้ข้ามาไม่ได้มาเพื่อเชิญท่านกลับตระกูล” เอเดิลดูเหมือนไม่ทันสังเกตท่าทีของลาเนียร์ ยังคงพูดต่อไปตามที่ตนต้องการ “จุดประสงค์ที่พวกเรามาครั้งนี้คือคุณชาย”
แทบจะทันทีที่เอเดิลพูดจบ คลื่นพลังเวทอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกมาจากร่างของลาเนียร์
“เอเดิล เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรอยู่”
ขณะเดียวกัน แสงสีทองก็เปล่งออกมาจากร่างของอีฟลีนา โอบคลุมเทียร์ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เขาได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของลาเนียร์
“คุณชายลาเนียร์ ท่านคงทราบดีว่าบางเรื่องไม่อาจหลีกหนีได้ ต่อให้ท่านไล่พวกข้ากลับไป คราวหน้า ท่านผู้นั้นก็จะมาที่นี่ด้วยตนเอง”
สีหน้าของเอเดิลเปลี่ยนไปมาอย่างเห็นได้ชัด เขากำลังฝืนต้านแรงกดดันของลาเนียร์อยู่ ทว่าน้ำเสียงยังคงหนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อกลิ่นอายอันน่าสะพรึงที่ลาเนียร์แผ่ออกมาแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินคำว่า “ท่านผู้นั้น” กลิ่นอายที่ลาเนียร์แผ่ออกมาก็ชะงักลง ก่อนจะสลายหายไปจากร่าง
“คุณชายลาเนียร์ พวกท่านทั้งสามมีเวลาเตรียมตัวครึ่งวัน พรุ่งนี้คุณชายต้องกลับตระกูลไปกับพวกเรา”
เอเดิลมองลาเนียร์ที่ดูคล้ายเสียขวัญไปเล็กน้อย แล้วก้มคำนับอย่างสุภาพ ก่อนหมุนตัวเดินออกจากบ้าน
“ท่านพ่อ ไม่เป็นไรใช่ไหม”
เมื่อเห็นสีหน้าของลาเนียร์ดูไม่สู้ดี เทียร์ก็ยื่นมือไปดึงชายเสื้อของเขา
“พ่อไม่เป็นไร”
ลาเนียร์หันไปเห็นภรรยากับลูกชายกำลังมองตนอย่างเป็นห่วง จึงฝืนยิ้มออกมา
“เทียร์หิวแล้วใช่ไหม พวกเรากินข้าวกันก่อน”
ลาเนียร์ยื่นมือไปลูบศีรษะเทียร์ แล้วหมุนตัวเดินเข้าครัว
มื้อกลางวันนี้มีเนื้อย่าง ผักสด ซุปเนื้อ และขนมปังขาว
“อื้ม อร่อยจัง”
เทียร์หั่นเนื้อชุ่มซอสชิ้นหนึ่งเข้าปาก รสซอสเข้มข้นกลมกล่อมกับน้ำเนื้อเค็มหอมพลันระเบิดซ่านบนปลายลิ้น
แม้อาหารของโลกนี้จะมีประเภทไม่หลากหลายนัก ส่วนใหญ่ก็มีเพียงเนื้อย่าง ของทอด ซุปข้น และอาหารตุ๋นไม่กี่ชนิด แต่ถ้าปรุงได้ดี ก็ยังเป็นของอร่อยหายากอยู่ดี
หากจะบอกว่ามีอะไรที่เทียร์ติดใจอยู่บ้าง ก็คงมีเพียงขนมปังขาว ไม่ใช่ว่าขนมปังขาวไม่อร่อย
พูดตามตรง สำหรับสามัญชนส่วนใหญ่ ขนมปังขาวเป็นอาหารที่พวกเขาใฝ่ฝันอยากกิน
มันเป็นอาหารที่มีเพียงขุนนางกับครอบครัวสามัญชนที่มั่งคั่งมากเท่านั้นที่ซื้อกินได้ สามัญชนส่วนใหญ่มีปัญญาซื้อได้เพียงขนมปังดำ
แต่เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นคนเหนือ เวลากินข้าวแล้วไม่มีหมั่นโถว ก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปสักอย่างเสมอ
ทั้งที่ร่างกายอิ่มแล้ว แต่ในใจก็ยังรู้สึกหิวอยู่ดี
“แน่นอนอยู่แล้ว พ่อเป็นผู้ชายที่ใฝ่ฝันจะเป็นสุดยอดเชฟนี่นา”
เมื่อได้ยินลูกชายชมฝีมือทำอาหารของตน ลาเนียร์ก็เผยสีหน้าภาคภูมิใจออกมาทันที
“เทียร์ ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง เจ้าต้องรู้จักทำอาหารให้เป็น สมัยนั้นพ่ออาศัยฝีมือนี้แหละ ถึงเอาชนะคู่แข่งตั้งมากมายแล้วจีบแม่ของเจ้าได้สำเร็จ”
ดูเหมือนนึกถึงวีรกรรมอันรุ่งโรจน์ในอดีตขึ้นมาได้ ลาเนียร์จึงดูฮึกเหิมขึ้นมาทั้งคน
“แหม ตอนนั้นมีคนตั้งเยอะบอกว่าท่านไม่เอาการเอางานนี่นา”
อีฟลีนามองสามี พลางนึกถึงเรื่องในตอนนั้นขึ้นมาเช่นกัน ก่อนจะคลี่ยิ้ม ทำให้บรรยากาศภายในบ้านสว่างสดใสขึ้นอีกหลายส่วน
“พวกนั้นก็แค่อิจฉาข้า คนล้มเหลวทั้งนั้น ทำได้แค่เกรี้ยวกราดอย่างไร้ความสามารถ”
ลาเนียร์ไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ เขาไม่เคยปล่อยให้ความเห็นของผู้อื่นกลายเป็นภาระของตน ขอเพียงเป็นสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง ต่อให้คนอื่นเยาะเย้ยถากถางอย่างไร ลาเนียร์ก็ไม่เปลี่ยนความมุ่งมั่นของตน
และนี่เองคือสิ่งที่ทำให้อีฟลีนาหลงรักลาเนียร์ นางชื่นชอบความมั่นใจและความเป็นอิสระของสามี
แม้การมาของเอเดิลจะทำให้ครอบครัวนี้ถูกปกคลุมด้วยเงามืด แต่มื้อกลางวันมื้อนี้ก็ยังผ่านไปอย่างเปี่ยมสุข
“เทียร์ มาหาพ่อหน่อย”
ช่วงบ่าย ลาเนียร์เรียกเทียร์ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ให้เข้าไปในห้องของตน
“ท่านพ่อ”
ตอนเทียร์เข้ามา ลาเนียร์กำลังเดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง เทียร์มองออกว่าบิดาอารมณ์ไม่ดีนัก
“เทียร์ พ่อมีเรื่องหนึ่งต้องบอกเจ้า” ลาเนียร์มองเทียร์ที่เดินมาหาตน ในที่สุดก็ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ที่จริงแล้ว ครอบครัวของเราเป็นขุนนาง”
