ความรู้จักกาลเทศะของเวินลิ่งอี๋ทำให้พวกเธอพอใจอยู่บ้าง
เมื่อรถแล่นเข้าใกล้จุดหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเธอก็เลิกสนใจไปเลยว่าเวินลิ่งอี๋จะรู้ตัวหรือไม่ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
อย่างไรเสียก็พาเธอมาถึงที่นี่แล้ว แถมเธอยังถูกวางยา ต่อให้คิดหนีก็หนีไม่พ้น
คุณนายหลี่มองเวินลิ่งอี๋ที่ยังคงสงบนิ่ง ก่อนยื่นมือไปสะกิดคุณนายหลิน แล้วกระซิบถามด้วยความสงสัยว่า “เอ๊ะ ผ่านมาตั้งนานแล้ว ทำไมเธอยังมีสติแจ่มใสอยู่ล่ะ?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง”
คุณนายหลินหันไปพินิจเวินลิ่งอี๋ อีกฝ่ายดูเป็นปกติเกินไปจริง ๆ
อาการตกค้างจากการอาเจียนอย่างหนักก่อนหน้านี้ทุเลาลงแล้ว สีหน้าก็กลับมาเป็นปกติ
ไม่ถูกสิ!
คนคนนั้นบอกว่าหลังดื่มยานั่น อย่างมากไม่เกินสิบนาทีเธอก็จะเริ่มมึนงง
ถึงจะไม่หมดสติ แต่ก็จะสูญเสียสำนึกในการต่อต้าน ปล่อยให้คนอื่นจัดการตามใจ
พอฟื้นขึ้นมาแล้วก็จะจำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย
คุณนายหลินอดส่งข้อความไปหาคนคนนั้นไม่ได้ เพื่อถามว่ายาออกฤทธิ์อ่อนเกินไปหรือเปล่า ต้องให้เพิ่มอีกหน่อยไหม
อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างรวดเร็วว่า 【ไม่ต้อง แค่พาตัวไปส่งก็พอ】
【มีสติอยู่แบบนี้ ยิ่งน่าสนใจ】
เมื่อรู้ว่าคนคนนั้นชอบให้เวินลิ่งอี๋มีสติ คุณนายหลินก็วางใจ
จากนั้นเธอกระซิบบอกคุณนายหลี่ถึงความต้องการของอีกฝ่าย
แม้พวกเธอจะพูดเสียงเบา แต่เวินลิ่งอี๋มีประสาทการได้ยินดีมาตั้งแต่เกิด จึงได้ยินบทสนทนาของพวกเธอชัดเจนทุกคำ
ในที่สุดก็รู้จุดประสงค์ของพวกเธอ เวินลิ่งอี๋พลันรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัว หัวใจดิ่งวูบลงเรื่อย ๆ
