ยามเวินอวี้กลับมา เวินหรวนกำลังหมอบอยู่บนพรมขนสัตว์ ใช้อุ้งเท้าเขี่ยฟางเล่น พอได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแก้วสะท้อนเงาร่างของเวินอวี้
กระต่ายตัวใหญ่พลันเปล่งแสงสีขาววาบ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นร่างมนุษย์
ร่างสูงเพรียว อาภรณ์ขาวพิสุทธิ์ประดับเครื่องเงินระยิบระยับ ผมยาวสีเงินขาวปล่อยสยายลงมา คิ้วตาเย็นชา ทว่าดวงเนตรสีแก้วคู่นั้นกลับอ่อนโยนลงทันทีเมื่อมองเวินหรวน
เขาก้าวเร็ว ๆ มาหาเวินหรวน ก่อนย่อตัวลง ใช้นิ้วยาวเรียวลูบศีรษะน้อย ๆ ที่ปกคลุมด้วยขนนุ่มฟูอย่างแผ่วเบา
“หิวแล้วใช่ไหม? พ่อกลับมาช้าไปหน่อย”
กล่าวพลางยื่นมือออกมา ขวดหยกขาวใบหนึ่งปรากฏขึ้น เมื่อเปิดปากขวด กลิ่นน้ำนมอุ่น ๆ ก็ลอยฟุ้งออกมา
จมูกน้อยของเวินหรวนกระดิกสองครั้ง กลิ่นน้ำนมลอยเข้าจมูก เขาขยับเข้าไปหาโดยไม่รู้ตัว ก่อนวางอุ้งเท้าน้อยบนข้อมือของเวินอวี้
เวินอวี้ประคองลูกน้อยขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วนำปากขวดไปจ่อริมฝีปากของเวินหรวน
สัญชาตญาณของลูกกระต่ายทำให้เวินหรวนอดไม่ได้ที่จะรีบดูดกลืนน้ำนมจากปากขวดอย่างตะกละตะกลาม
เวินหรวนดื่มอย่างเร่งรีบ น้ำนมสีขาวขุ่นไหลเลอะมุมปาก เปียกขนใต้ลำคอ เวินอวี้ควบคุมแรงมืออย่างระมัดระวัง ใช้มืออีกข้างรองคางของเวินหรวนไว้เบา ๆ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดคราบน้ำนมตรงมุมปากให้
กระต่ายน้อยยังไม่รู้จักอิ่ม เวินอวี้จึงลูบท้องของมันอยู่เรื่อย ๆ จนท้องเริ่มป่องกลม ถึงค่อยเก็บขวดน้ำเต้าไป
จากนั้นเขาก็คืนร่างเดิม โอบลูกน้อยไว้แล้วเลียทำความสะอาดให้
เวินหรวนรู้สึกสบายจนหรี่ตาลง อุ้งเท้าน้อยงออยู่หน้าอก ปากน้อย หูน้อย และท้องน้อยล้วนถูกเวินอวี้เลียอย่างพิถีพิถัน ไล่ลงไปจนถึงก้นน้อย ๆ
เวินหรวนเริ่มกระสับกระส่าย พลิกหงายท้องแล้วดิ้นไปมา แต่ตัวเล็ก ๆ ของเขาถูกอุ้งเท้าข้างหนึ่งของกระต่ายใหญ่กดท้องไว้เบา ๆ จนขยับไม่ได้
ในชั่วขณะนั้น เวินหรวนรู้สึกว่าจิตใจที่บำเพ็ญมาหลายหมื่นปีพังทลายลงทันที!
ต่อให้จิตใจสงบนิ่งเพียงใด ก็ทนการถูกเลียก้นไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนเขาจะกลั้นไม่อยู่เสียแล้ว!
เวินหรวนอับอายจนแทบอยากตาย ขาสั้นทั้งสี่ดิ้นเตะอากาศอย่างไร้ประโยชน์ แต่ก็สู้แรงของกระต่ายใหญ่ไม่ได้
เวินอวี้กระตุ้นให้ลูกน้อยขับถ่ายไม่หยุด กระต่ายแรกเกิดต้องให้แม่กระต่ายเลียกระตุ้นจึงจะขับถ่ายได้อย่างราบรื่น มิฉะนั้นท้องอืดจนตายได้ง่าย
เวินหรวนมีชีวิตอยู่มาหลายหมื่นปี อย่างน้อยก็รู้ธรรมเนียมบางอย่างของเผ่าปีศาจอยู่บ้าง แต่รู้ก็ส่วนรู้ พอถึงคราวเกิดกับตัวเอง เขาก็ยังรู้สึกว่าหน้าแก่ ๆ นี้ไม่มีที่ให้เอาไปวาง
เขาจึงหลับตาลง ยืดขาทั้งสี่ออก ปล่อยให้เวินอวี้จัดการตามใจ แล้วท่องในใจว่า: นี่คือบิดาแท้ ๆ นี่คือบิดาแท้ ๆ เป็นผู้ให้กำเนิดข้า ไม่เห็นน่าอาย ไม่เห็นน่าอาย ไม่อายจริง ๆ
เวินอวี้ทำความสะอาดลูกน้อยจนเรียบร้อย แล้วใช้ปลายจมูกถูศีรษะน้อย ๆ ของเวินหรวนอีกครั้ง จากนั้นคาบหนังต้นคอของเขา แล้ววางไว้ใต้ท้องตนเอง ใช้ขนนุ่มห่อตัวลูกน้อยไว้อย่างมิดชิด
เวินหรวนขดตัวอยู่ในขนอุ่นนุ่ม ปลายจมูกอบอวลด้วยกลิ่นอายของเวินอวี้ ความอับอายขุ่นเคืองในใจก็ค่อย ๆ จางหาย ความง่วงงุนทะลักเข้ามาเป็นระลอก
ในห้วงสะลึมสะลือ เขารู้สึกว่าเวินอวี้ใช้ปลายจมูกดุนแผ่นหลังเบา ๆ อีกครั้ง ราวกับกำลังตรวจดูว่าเขาหลับสนิทหรือยัง หรือไม่ก็ปลอบโยนเขาอย่างเงียบงัน
เปลือกตาของเวินหรวนหนักอึ้งขึ้นทุกที ลำคอส่งเสียงครางงึมงำแผ่วหวาน ศีรษะน้อยมุดลึกเข้าไปในขนใต้ท้องของเวินอวี้ หาท่าที่อุ่นที่สุด แล้วหลับสนิทไปในที่สุด
เวินอวี้ก้มตามองลูกน้อยที่ขดเป็นก้อนกลมอยู่ในอ้อมแขน หูฟู ๆ กระดิกแผ่วเบา รับฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอและแผ่วหวาน เขามองอยู่นานกว่าจะหลับตาลง
วันที่เจ็ดของการกินแล้วนอน นอนแล้วกิน ในที่สุดเวินหรวนก็มีแรงปีนออกมาจากใต้ท้องของเวินอวี้
เวินอวี้ไม่ขยับแม้แต่น้อย เพียงเปิดตาข้างหนึ่งไว้ครึ่งเดียว คอยจับตาดูลูกน้อยทุกอิริยาบถ
ลูกกระต่ายทั่วไปในวัยนี้ไม่เพียงยังลืมตาไม่ได้ หูก็ยังแนบติดศีรษะ ทั้งตัวเกลี้ยงเกลาแทบไม่มีขน ทว่าลูกของเขาไม่เพียงลืมตากลมโตได้ตั้งแต่เกิด ขนนุ่มฟูทั่วตัวก็ขึ้นเต็มเรียบร้อยแล้ว
เพราะฉะนั้น เวินอวี้จึงไม่ประหลาดใจเลยที่ลูกของตนจะปีนป่ายและเดินได้เมื่ออายุครบเจ็ดวัน
อย่างไรเสีย ตอนอยู่ในครรภ์หลายเดือน ลูกน้อยก็สูบกลืนพลังชีวิตและพลังบำเพ็ญของเขาไปไม่น้อย
เวินหรวนปีนออกจากกองขนนุ่มอุ่น ๆ ขาสั้นทั้งสี่ยังสั่นอยู่เล็กน้อย เมื่อเหยียบลงบนฟางก็รู้สึกนุ่มหยุ่น ราวกับกำลังเหยียบก้อนเมฆ
เขาลองขยับไปข้างหน้าสองก้าว อุ้งเท้าหน้าพลันอ่อนยวบ ร่างทั้งร่างกลิ้งตกลงไปในกองฟาง ขี้ฟางติดเต็มตัว
บำเพ็ญมาหลายหมื่นปี นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกการเดินทำให้จนปัญญา เวินหรวนดิ้นรนพลิกตัวกลับจากกองฟาง แล้วสะบัดเศษหญ้าที่ติดขนออก ก่อนถอนหายใจในใจ
เขาเงยหน้ามองเวินอวี้ แล้วพบว่าดวงตากระต่ายสีเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพอันน่าเวทนาของตนอยู่ ทั้งยังแฝงแววขบขันไว้อย่างเลือนราง
เวินหรวนมองดวงตาคู่นั้น ในม่านตาสีแก้วสะท้อนเงาของเขาเอง และยังมีบางสิ่งที่เขาตามหามานานหลายหมื่นปี
สิ่งนั้นคือความทะนุถนอมและการตามใจที่บิดามีให้บุตร อ่อนโยนจนแทบเอ่อล้นออกมา
เวินหรวนจ้องดวงตาคู่นั้นอย่างเหม่อลอย ที่ว่างเปล่าในใจคล้ายมีบางสิ่งค่อย ๆ เติมเต็มขึ้นมาเล็กน้อย
จู่ ๆ เขาก็ไม่อยากปีนต่อเสียแล้ว จึงกลิ้งตัวหงายอยู่ในกองฟาง ขาสั้นทั้งสี่แผ่ออก เผยท้องนุ่มนิ่ม แล้วกระดิกหางน้อย ๆ ให้เวินอวี้เบา ๆ
เวินอวี้มองท่าทางเกียจคร้านไร้ยางอายของเขา เสียงครางในลำคอดังแผ่วเบา คล้ายกำลังหัวเราะ ทั้งคล้ายจนใจ
อุ้งเท้าใหญ่ตะปบทีเดียวก็เขี่ยลูกน้อยมาไว้ใต้ปลายจมูก แล้วเริ่มเลียทำความสะอาดให้
ตอนนี้เวินหรวนยังพูดไม่ได้ กระดูกขวางในลำคอยังไม่สลายไป ทำได้เพียงเค้นเสียงครางแผ่วเบาออกมาจากลำคอ
เสียงนั้นไม่เหมือนเสียงร้องจี๊ด ๆ ของลูกกระต่าย กลับคล้ายลูกแมวตัวน้อย นุ่มนิ่มราวกับกำลังออดอ้อน หรือไม่ก็ขานรับการตามใจอย่างเงียบงันของเวินอวี้เมื่อครู่
เวินอวี้ชะงักการเลียไปครู่หนึ่ง เสียงครางหวานนุ่มนั้นสะกิดใจเขาให้สั่นไหว เสียงครางต่ำ ๆ พลันหลุดจากลำคอ แฝงความพึงพอใจอยู่หลายส่วน
เวินหรวนถูกเลียจนตัวอ่อนปวกเปียก ขาสั้นทั้งสี่งอเข้าแล้วคลายออก คลายออกแล้วงอเข้าโดยไม่รู้ตัว ปลายหางน้อยสั่นระริก ไม่นานก็หลับไปท่ามกลางลมหายใจอุ่น ๆ และสัมผัสอ่อนนุ่มจากลิ้นของเวินอวี้
เวินอวี้ค่อย ๆ เลียช้าลง ก่อนหยุดลงบนขนนุ่มเปียกชื้นของลูกน้อย ค้างอยู่อย่างนั้นอีกนาน กว่าจะค่อย ๆ ชักลิ้นกลับ แล้ววางลูกน้อยที่หลับสนิทกลับเข้าไปใต้ท้องอุ่น ๆ ของตน
วันนั้นเขาถูกวางแผนเล่นงานจนมีสัมพันธ์กับเสวียนหมิง ต่อมายังถูกคนลอบใช้วิชาต้องห้ามใส่ เขาใช่ว่าไม่เคยเกลียดชัง
เมื่อเสวียนหมิงกล่าววาจาร้ายกาจใส่ เวินอวี้เคยคิดจะหลอมกลุ่มก้อนเนื้อร้ายในครรภ์ให้สิ้น เปลี่ยนมันเป็นส่วนหนึ่งของพลังบำเพ็ญตน จากนั้นตัดขาดทุกความเกี่ยวข้องกับคนผู้นั้นโดยสิ้นเชิง
แต่เมื่อก้อนเลือดเนื้อนั้นขยับไหวแผ่วเบาเป็นครั้งแรกในครรภ์ เขาก็ยังทำใจไม่ลงในท้ายที่สุด
เขาไม่มีวันลืมความรู้สึกในชั่วขณะนั้น ราวกับมีบางสิ่งในส่วนลึกของสายเลือดถูกสะกิดเบา ๆ ละเอียดอ่อนและนุ่มนวล คล้ายเมล็ดพันธุ์เม็ดหนึ่งตกลงบนผืนรกร้างที่ถูกน้ำแข็งปกคลุมมานานนับหมื่นปี แล้วหยั่งรากลงอย่างเงียบงัน
ความเกลียดชัง ความอัปยศ และความคับแค้นที่มืดมนไร้แสงตะวันเหล่านั้น กลับถูกแรงดิ้นของทารกซึ่งแผ่วเบาจนแทบไม่มีอยู่จริง กดทับลงไปกว่าครึ่ง
เมื่อลองทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา รวมทั้งความรักความแค้นที่พัวพันกับเสวียนหมิง เขาก็พบว่าตนช่างโง่งมเหลือเกิน
ทั้งที่รู้ว่าเสวียนหมิงเปลี่ยนใจและเหินห่างไปไม่ใช่เรื่องชั่วข้ามคืน เขาก็ยังแสร้งปิดหูปิดตา หลอกตัวเองว่าขอเพียงอยู่เคียงข้างอีกฝ่าย ขอเพียงเชื่อฟังและยอมถอยให้มากขึ้นอีกหน่อย ก็จะแลกความอ่อนโยนในวันวานกลับคืนมาได้
น่าเสียดาย เขายอมถอยมาหลายร้อยปี สิ่งที่ได้กลับมากลับมีเพียงคำพูดแผ่วเบาจากคนผู้นั้นว่า “หลานเอ๋อร์ยังเด็ก เจ้าอดทนให้นางหน่อย”
อดทนให้นางหน่อย
ถ้อยคำไม่กี่คำนี้เบาหวิว แต่กลับคล้ายมีดทื่อ ๆ กรีดลงกลางใจเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดหลายร้อยปี
เขาค่อย ๆ ยอมถอย ยกโอสถวิญญาณที่ได้มาอย่างยากลำบากให้ไป ยกของวิเศษประจำชีพที่ตามหาทั่วทุกสารทิศแล้วหลอมขึ้นเองให้ไป ยกตำแหน่งคนใกล้ชิดที่สุดข้างกายเสวียนหมิงให้ไป
จนท้ายที่สุด แม้แต่ตัวเขาเองก็แทบลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งตนเคยมีศักดิ์ศรีและความเกรียงไกร เคยเป็นเวินอวี้ผู้รักสันโดษ ไม่ยอมทนรับความอยุติธรรมแม้แต่น้อย
บัดนี้เมื่อนึกย้อนดู ก็สมควรแล้วที่เขาจะได้รับผลเช่นนี้!
น่าเสียดายเพียงชีวิตของเขามีจำกัด คงไม่ได้เห็นลูกออกจากรัง
ลูกกระต่ายต้องใช้เวลาหนึ่งปีกว่าจะออกจากรัง อายุครบหนึ่งร้อยปีจึงจะบรรลุนิติภาวะ ทว่าตอนนี้อายุขัยของเขาเหลือไม่ถึงครึ่งปีแล้ว
ช่างน่าขันที่หลายร้อยปีมานี้เขาวนเวียนอยู่รอบเสวียนหมิง พอถึงที่สุดกลับหาคนฝากฝังลูกไว้ไม่ได้แม้แต่คนเดียว
เขาก้มมองลูกน้อยที่หลับสนิทอยู่ใต้ท้อง ขนฟู ๆ ก้อนเล็กขยับขึ้นลงตามลมหายใจ ปลายจมูกกระดิกเป็นครั้งคราว ราวกับในฝันได้กลิ่นหอมอะไรบางอย่าง อุ้งเท้าน้อยขยับมุดเข้าหาใต้ท้องของเขาโดยไม่รู้ตัว แนบชิดยิ่งขึ้น
เวินอวี้จ้องก้อนขนน้อยอยู่นาน ความเย็นชาในแววตาค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงความโศกเศร้าอันไร้ที่สิ้นสุด
เขาควรฝากฝังลูกไว้กับใครดี?
เวินอวี้หลับตาลง ไล่ทบทวนใบหน้าของผู้คนที่เคยรู้จักตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาในความคิด
มิตรเก่าในวันวาน ต่างค่อย ๆ ห่างเหินกันไปตั้งแต่เขาดึงดันจะแต่งตั้งเสวียนหมิงเป็นคู่บำเพ็ญ
คนเหล่านั้นเคยตักเตือน เคยห้ามปราม ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ดูแลตัวเองให้ดี”
บัดนี้เขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ยังมีหน้าไปขอให้พวกเขาช่วยดูแลลูกของตนได้อย่างไร?
เวินอวี้คิดทบทวนอยู่รอบหนึ่ง จึงพบว่าตัวเขาซึ่งบอบช้ำจนหมดสภาพ กลับไม่มีแม้แต่คนเดียวที่พอจะฝากฝังได้
เขายิ้มเยาะตนเอง ก่อนก้มมองก้อนขนน้อยในอ้อมแขนอีกครั้ง ใช้ปลายจมูกถูหน้าผากอุ่น ๆ ของลูกเบา ๆ ขนฟูปัดผ่านริมฝีปาก พร้อมกลิ่นน้ำนมจาง ๆ
