เซี่ยเจาฝานไม่คิดเลยว่า คำพูดส่งเดชที่นางเอ่ยขึ้นจะทำให้อีกฝ่ายจินตนาการเรื่องชาติกำเนิดอันยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าดินออกมาเป็นฉาก ๆ
ความรู้สึกที่ได้หยิบยืมบารมีผู้อื่นมาข่มขู่คนเช่นนี้ นางชอบเสียจริง
“สหายเต๋าคิดมากไปแล้ว ข้านั้น…”
เซี่ยเจาฝานพูดมาถึงตรงนี้ เกือบเผลอใช้น้ำเสียงของยอดฝีมือทั้งหลายที่เคยเห็นในชาติก่อน นางจึงรีบกระแอมเบา ๆ แล้วเปลี่ยนคำพูด
“แค่ก ข้าก็เป็นเพียงสตรีสามัญคนหนึ่งเท่านั้น”
แววตาของเหลี่ยวฝานไหววูบเล็กน้อย
“สหายเต๋าเซี่ยถ่อมตัวเกินไปแล้ว”
มุมปากเซี่ยเจาฝานยกขึ้นเล็กน้อย นางพบว่าพระหัวโล้นผู้นี้ยิ่งนานวันยิ่งน่าสนใจ
“ไม่ทราบว่าสหายเต๋าเซี่ยมาเยือนครานี้ด้วยธุระอันใด?”
เหลี่ยวฝานไม่ได้ซักไซ้ต่อ ถึงอย่างไรความลับของผู้บำเพ็ญก็ไม่ควรล่วงรู้โดยง่าย หากอีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือผู้กลับชาติมาเกิดจริง เขายิ่งไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็น
“ก็ไม่ได้มีธุระใหญ่อะไร”
เซี่ยเจาฝานวางถ้วยชาลง ในที่สุดก็เอ่ยถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาเยือน
“เพียงแต่ข้าไม่มีเตาหลอมโอสถที่เหมาะมือ อยากขอยืมเตาหลอมโอสถของสหายเต๋าเหลี่ยวฝานมาหลอมโอสถสักสองสามเตา”
“……”
ภายในห้องเงียบงันไปชั่วขณะอีกครั้ง
เหลี่ยวฝานมองนาง สีหน้าพิกลขึ้นทุกที
เตาหลอมโอสถ? นางถึงกับหลอมโอสถเป็นด้วยหรือ?
หากก่อนหน้านี้เขาเพียงคิดว่าเซี่ยเจาฝานอาจเป็นยอดฝีมือผู้กลับชาติมาเกิด บัดนี้ความคิดนั้นแทบจะได้รับการยืนยันอย่างสมบูรณ์แล้ว
วิถีปรุงโอสถนับเป็นหนึ่งในศาสตร์ที่เข้าใจได้ยากที่สุดในโลกบำเพ็ญเซียนมาแต่ไหนแต่ไร
