ภายในห้องเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น
ประตูไม้ไผ่เปิดออก เหลี่ยวฝานเดินออกมาจากห้อง ครั้นมองเห็นคนที่ยืนอยู่นอกประตูลาน สีหน้าสงบนิ่งของเขาก็ปรากฏรอยร้าวชัดเจนเป็นครั้งแรก
“เหตุใดจึงเป็นสหายเซี่ย?!”
เซี่ยเจาฝานกะพริบตาปริบ ๆ
“อย่างไร ไม่ได้เจอกันแค่เดือนสองเดือน ท่านก็จำข้าไม่ได้แล้วหรือ? ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ท่านพูดเองหรือว่า หากข้ามีข้อสงสัยอะไรก็มาถามได้ทุกเมื่อ?”
เหลี่ยวฝานไม่ได้ตอบในทันที
สายตาของเขาจับจ้องเซี่ยเจาฝาน คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ในส่วนลึกของดวงตายังฉายแววตื่นตะลึงที่ยากจะปกปิด
เพราะเด็กสาวตรงหน้าแตกต่างจากเซี่ยเจาฝานในความทรงจำของเขาโดยสิ้นเชิง
คราวก่อนที่พบกัน นางงดงามจนชวนตะลึงก็จริง ทว่าทั่วกายยังคงมีกลิ่นอายสามัญชนที่ไม่จางหายไปอยู่บ้าง
แต่ยามนี้เมื่อมองอีกครั้ง ทั้งร่างของนางราวกับถูกห่อหุ้มด้วยแสงวิญญาณที่มองไม่เห็น ใบหน้ายังคงเป็นใบหน้าเดิม ทว่ากลับเพิ่มกลิ่นอายโปร่งพิสุทธิ์ที่ยากจะพรรณนา
สิ่งที่ทำให้เหลี่ยวฝานตกตะลึงที่สุดคือ เขากลับมองระดับการบำเพ็ญของนางไม่ออกแล้ว
แม้จะโคจรพลังวิญญาณเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ก็ยังสัมผัสได้เพียงคลื่นพลังวิญญาณแผ่วจางรางเลือน
ความหมายของเรื่องนี้เขาย่อมเข้าใจชัดเจนยิ่ง สหายเซี่ยตรงหน้าได้ก้าวเข้าสู่หนทางบำเพ็ญอย่างแท้จริงแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ลมหายใจของนางยังหนักแน่น พลังวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ว่าอย่างไรก็ดูไม่เหมือนผู้บำเพ็ญที่เพิ่งเริ่มต้น
“อมิตาพุทธ”
เหลี่ยวฝานได้สติกลับมาในที่สุด เผลอเอ่ยพระนามพระพุทธเจ้าออกมา
