เซี่ยเจาฝานพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าที่เดิมหนักอึ้งเพราะความฝันของสาวใช้ทั้งสองชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองชุนซิ่ง
“จริงสิ ชุนซิ่ง ของที่ข้าให้เจ้าเอาไปทิ้งเมื่อวาน เจ้าทิ้งหรือยัง?”
ทันทีที่ได้ยินคำถาม สีหน้าของชุนซิ่งก็แปรเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วน ใบหน้าเล็ก ๆ ที่เมื่อครู่ยังสั่นระริกพลันเผยแววรู้สึกผิดขึ้นมา
นางก้มหน้าลง อ้ำอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “คุณหนู บ่าว...บ่าวไม่ได้ทิ้งเจ้าค่ะ”
“ไม่ได้ทิ้งหรือ?”
เซี่ยเจาฝานเลิกคิ้ว สายตาจับจ้องใบหน้าของนาง น้ำเสียงเจือความน่าหวาดหวั่นขึ้นมาหลายส่วน
ชุนซิ่งรีบแก้ตัวว่า “ตอนนั้นบ่าวคิดว่าของชิ้นนั้นคุณหนูซื้อกลับมาด้วยเงินตั้งมากมาย จะทิ้งไปทั้งอย่างนี้ก็น่าเสียดายเกินไปเจ้าค่ะ เพราะฉะนั้น...บ่าวเลยแอบเก็บเอาไว้”
เซี่ยเจาฝานฟังจบก็ทั้งขำทั้งพูดไม่ออก
ให้ตายเถอะ ปกติเห็นเป็นคนขี้กลัวแท้ ๆ พอถึงเวลาสำคัญกลับกล้าขัดคำสั่งเสียได้
นางยกมือเคาะศีรษะชุนซิ่งเบา ๆ แล้วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “สาวน้อยอย่างเจ้ากล้าไม่เบาเลยนะ ถึงกับไม่ฟังคำข้าเชียวหรือ?”
ชุนซิ่งรีบยกมือกุมศีรษะ มองนางอย่างน่าสงสาร แต่ไม่กล้าเอ่ยโต้แย้งแม้แต่คำเดียว
เซี่ยเจาฝานมองท่าทางของนางแล้ว ในใจก็ไม่ได้คิดจะตำหนิอะไรนัก
ที่สาวน้อยคนนี้เก็บเครื่องประดับสำริดชิ้นนั้นไว้ พูดให้ถึงที่สุดก็เพราะเสียดายเงิน 10 ตำลึง
เงิน 10 ตำลึงนับเป็น “เงินก้อนโต” สำหรับนางในตอนนี้แล้ว ยิ่งสำหรับสาวใช้ธรรมดาคนหนึ่ง ก็ยิ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อย ถึงขั้นประหยัดอดออมอยู่หลายปีกว่าจะเก็บได้
