เซี่ยเจาฝานลองจินตนาการภาพตัวเองเดินอยู่บนถนนโดยมีศีรษะโล้นเกลี้ยงดูแล้ว พลันขนลุกซู่
“เช่นนั้นก็ช่างเถิด”
นางโบกมือ สีหน้ากลับมาเฉยเมยดังเดิม
“ที่จริงข้าไม่ได้สนใจการหลอมโอสถสักเท่าไร แค่เห็นสมุนไพรวิญญาณหายากเหล่านี้แล้วอดหวั่นไหวไม่ได้เท่านั้น”
คำพูดนี้ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องโกหกเสียทีเดียว
การหลอมโอสถเป็นงานหนักที่ไม่ต้องคิดก็รู้ หากไม่มีพื้นฐานสั่งสมมาสักสิบปีแปดปี เกรงว่าคงยังห่างไกลจากคำว่าพอใช้
นางไม่มีเวลามากมายมาทุ่มเทให้เรื่องนี้
เป้าหมายใหญ่ที่สุดของนางตอนนี้คือหาทางเพิ่มพูนพลัง แล้วค่อย ๆ ขุดคุ้ยความลับที่ซ่อนอยู่ในโลกอันไม่คุ้นเคยแห่งนี้ ส่วนการใช้เวลาหลายสิบหรือเป็นร้อยปีศึกษาการหลอมโอสถ นางคิดว่าควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่ชื่นชอบมันจริง ๆ มากกว่า
แต่ทว่า...
ในเมื่อเดินทางมาถึงภูเขาสมบัติแล้ว อย่างไรก็ต้องหอบอะไรกลับไปบ้างกระมัง?
เซี่ยเจาฝานกลอกตาไปมา พลันนึกอะไรขึ้นได้
“ท่านอาจารย์เหลี่ยวฝาน ที่จริงพี่สาวของข้าเป็นหมอผู้มีพรสวรรค์ ทั้งยังมีจิตเมตตาต่อสรรพชีวิต โดยยึดการรักษาโรคยากต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของตน ปกติก็ทุ่มเทค้นคว้าตำรับยาเสียจนลืมกินลืมนอนอยู่เสมอ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของนางก็จริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่รอยยิ้มซุกซนบนใบหน้าก็จางหายไปมาก
“เพียงแต่สมุนไพรวิญญาณนั้นหายาก ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางผู้สูงศักดิ์ ก็ยังยากจะได้ครอบครองวัตถุดิบล้ำค่าที่แท้จริง วันนี้เมื่อได้เห็นแปลงสมุนไพรวิญญาณแห่งนี้ นอกจากจะตื่นตะลึงแล้ว ข้าก็อดเสียดายแทนพี่สาวไม่ได้”
