คราวก่อนตอนคุณหนูออกไปข้างนอกอย่างอิสระเสรี นางกับเซี่ยเหอที่อยู่ในเรือนกลับกระวนกระวายราวนั่งบนกองไฟ กลัวว่าฮูหยินจะส่งคนมาหาอย่างกะทันหัน หรือไม่ก็กลัวนายท่านเกิดนึกอยากมาเยี่ยมคุณหนูขึ้นมา แล้วพบว่านางไม่ได้สำนึกผิดอย่างที่ควร
ถึงตอนนั้น หากหาไม่พบว่าคุณหนูอยู่ในห้อง ต่อให้พวกนางมีปากสิบปากก็อธิบายไม่ชัดเจน
“วางใจเถอะ”
เซี่ยเจาฝานรวบผมปอยสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว ยืนหมุนซ้ายหมุนขวาอยู่หน้ากระจกทองแดง พินิจชุดบุรุษที่สวมวันนี้แล้วรู้สึกว่าดูเข้าตาดี จึงหยิบพัดพับขึ้นมาอย่างพอใจ
“ช่วงที่ข้าถูกกักบริเวณ จะไม่มีใครมาหาข้าทุกวันหรอก ต่อให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นจริง ๆ ข้าก็จะรับมือให้เอง”
นางไม่ได้พูดปลอบใจไปอย่างนั้น
เมื่อวานฮูหยินเสิ่นเพิ่งมาหานาง อีกทั้งเซี่ยฉงซานก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะให้นางกักบริเวณเพื่อสำนึกผิด ย่อมไม่ยอมให้ฮูหยินเสิ่นแวะมาช่วยแก้เบื่อทุกสองสามวัน มิฉะนั้นการกักบริเวณจะมีความหมายอันใด
อีกอย่าง ตอนนี้นางไม่ใช่เซี่ยเจาฝานคนเดิมที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะจับไก่แล้ว
ขอเพียงไม่จงใจไปหาเรื่องยอดฝีมือไร้เทียมทานเข้า คนธรรมดาอยากจับนางก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
ส่วนหลังจากถูกจับได้แล้วจะโดนดุด่าหรือไม่...
ค่อยว่ากันตอนถูกจับได้แล้วกัน
ชุนซิ่งกับเซี่ยเหอสบตากัน ต่างรู้ว่าหากคุณหนูตัดสินใจแล้ว ย่อมเปลี่ยนใจได้ยาก จึงทำได้เพียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา
ชั่วพริบตาต่อมา ทั้งสองก็เห็นเซี่ยเจาฝานเดินไปข้างกำแพง ก่อนจะกระโดดเบา ๆ ร่างพลันข้ามกำแพงเรือนไปอย่างคล่องแคล่ว ประหนึ่งนกนางแอ่นตัวปราดเปรียว
