หากนางใช้วิชาอาคมสุ่มสี่สุ่มห้าอยู่ในห้อง เกรงว่าพริบตาถัดมา บ้านทั้งหลังในเรือนคงถูกแรงพลังซัดกระเด็นไปหมด
ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่ปกปิดฝีมือเลย เกรงว่าวันรุ่งขึ้นทั้งจวนอัครมหาเสนาบดีคงรู้กันทั่วว่านางกลายเป็นปีศาจ ใช้วิชาปีศาจได้
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจลองทำสิ่งง่าย ๆ ก่อน เช่น ทำให้ปิ่นหยกเขียวลอยออกจากมือ หรือให้มันคุ้มครองเจ้าของโดยอัตโนมัติยามพบอันตราย
นางหลับตาลง แล้วค่อย ๆ แนบสัมผัสจิตเสี้ยวหนึ่งลงบนปิ่นหยกเขียวอย่างระมัดระวัง
“ลอยขึ้น!”
ปิ่นหยกเขียวสั่นไหวเบา ๆ จริงดังคิด
ดวงตาเซี่ยเจาฝานเป็นประกาย ทว่ายังไม่ทันดีใจ จู่ ๆ ก็พลันรู้สึกเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
ใบหน้านางซีดเผือด รีบตัดการเชื่อมต่อทันที
“ซี๊ด...”
เซี่ยเจาฝานยกมือกุมหน้าผาก รู้สึกเหมือนสมองถูกเกวียนเหล็กบดขยี้อย่างแรง ขมับเต้นตุบ ๆ
นางพักอยู่นานกว่าจะฟื้นตัว สีหน้าพลันเผยความหวาดหวั่นที่ยังหลงเหลือ
คราวนี้นางเข้าใจแล้ว คุณสมบัติด้านจิตของนางในตอนนี้มีเพียง 6 แต้มเท่านั้น แม้จะแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาอยู่บ้าง แต่แก่นแท้ก็ยังเป็นเพียงปุถุชน
ให้ปุถุชนที่มีพลังจิตเพียง 6 แต้มฝืนขับเคลื่อนศาสตราเวทชั้นสูง ก็ไม่ต่างอะไรกับให้เด็กสามขวบโบกดาบใหญ่หนักหลายสิบชั่งมิใช่หรือ?
โชคดีที่เมื่อครู่นางเพียงทดลองขับเคลื่อนมันเล็กน้อย ไม่ได้ลองปล่อยวิชาอาคมธาตุลมนั้นจริง ๆ หาไม่แล้ว ตอนนี้เกรงว่าแม้แต่จะนอนบนเตียงก็คงยังลำบาก
“เฮ้อ...”
เซี่ยเจาฝานมองปิ่นหยกเขียวในมือ ความหงุดหงิดที่ได้ของวิเศษมาแต่ทำได้เพียงมองตาปริบ ๆ เพิ่งเกิดขึ้นกับนางเป็นครั้งแรก
