เหวินเหยียนชะงักเล็กน้อย “เรื่องการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมกับภาชนะศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวพันกับผู้คนทั่วทั้งมณฑลชิหมิง ย่อมไม่อาจตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น วันนี้ดูแล้วจังหวะเวลาไม่เหมาะสมจริง ๆ ฝืนไปก็ไร้ประโยชน์”
กู้เชียนหยวนขมวดคิ้ว “งั้นข้าจะพูดให้ชัดเจน ไม่ว่าผลการตอบรับกับภาชนะศักดิ์สิทธิ์จะเป็นเช่นไร บุตรสาวข้าก็ไม่มีวันยอมสละเลือดหัวใจ!”
เหวินอานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตะโกนอย่างเดือดดาล “เจ้าเป็นถึงพระมเหสีแห่งแคว้น จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนจนทอดทิ้งผู้คนทั่วทั้งมณฑลชิหมิงได้อย่างไร!”
กู้เชียนหยวนยกมือขึ้นเพียงเล็กน้อย เหวินอานก็ลอยละลิ่วไปตกห่างออกไปร้อยเมตร กระอักเลือดออกมาอย่างหนัก แล้วไม่อาจลุกขึ้นได้อีก
เหวินเหยียนหลุบตาลง เอ่ยเตือนเสียงเย็น “เหวินอาน อย่าลืมคำสอนของบรรพชน”
สายตาของเขาเลื่อนไปหยุดที่เหวินซี แววตาฉายความรู้สึกซับซ้อนวูบหนึ่ง ทว่าสีหน้ายังคงสงบนิ่ง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เฟินหยวนเจินจวิน เชิญตามสะดวก”
นักบำเพ็ญกว่าสิบคนได้ยินดังนั้นก็รีบหยุดมือ ก้มศีรษะรับคำสั่ง ก่อนจะถอนม่านพลังออกอย่างรวดเร็ว
เหวินซีเอียงศีรษะ บุรุษหนุ่มตรงหน้าดูอายุยังน้อยแท้ ๆ แต่กลับมีอิทธิพลในตระกูลไม่น้อย
กู้เชียนหยวนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ขอบคุณคุณชายเหวินที่เห็นแก่ส่วนรวม ความเสียหายทั้งหมดในวันนี้ ราชวงศ์เทียนฉี่จะชดใช้ให้เป็นสองเท่า อีกไม่กี่วันจะส่งไปให้”
“วันนี้ข้าล่วงเกินไปมาก โปรดอภัยด้วย”
เหวินซีเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ได้ประจักษ์อีกครั้งถึงอำนาจของตระกูลเหวินแห่งต้ายอวี่ กู้เชียนหยวนผู้มีพลังถึงขั้นแปรเทพยังเกรงใจบุรุษหนุ่มตรงหน้าเป็นอย่างยิ่ง
เหวินเหยียนพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ
กู้เชียนหยวนไม่กล่าวอะไรอีก นางกุมมือเหวินซีไว้แน่น พลังวิญญาณสีแดงพลุ่งพล่านรอบกาย ก่อนจะแปรเป็นลำแสงสีชาดพุ่งทะยานขึ้นฟ้าและหายลับไปในราตรี
เหวินเหยียนมองส่งทั้งสองจากไป สายตาหยุดอยู่ตรงตำแหน่งที่เหวินซีเพิ่งยืนเมื่อครู่ มือพลางลูบคลำแหวนหยกบนนิ้วชี้
ผู้อื่นอาจสัมผัสไม่ได้ แต่เขาพอจะรู้สึกเลือนรางว่าในร่างของนางมีรากวิญญาณที่เพิ่งตื่นขึ้นมา...
—————
แสงสีแดงค่อย ๆ เลือนหายไป
จนกระทั่งก้าวเข้าสู่วังหลวงอันโอ่อ่าหรูหราแต่ดูเงียบเหงา กู้เชียนหยวนจึงค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย
นางมองเหวินซีในอ้อมแขน แววตาสับสน มีทั้งความห่วงใย ความหวาดหวั่นหลังพ้นภัย และความสงสัยลึกล้ำ
“เสี่ยวซี...” กู้เชียนหยวนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าแต่แฝงความอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัว เรากลับบ้านกันแล้ว”
เหวินซีเม้มริมฝีปาก ภายใต้สายตาอ่อนโยนของกู้เชียนหยวน แววน้ำในดวงตาก็ยิ่งเอ่อคลอ ทว่านางกลับไม่กล้าเข้าใกล้
นี่คือแม่ขององค์หญิงเจาซู ไม่ใช่แม่ของนาง...
แม่ของนางยังไม่กลับมา...
แต่เมื่อมองใบหน้าที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว เหวินซีก็อดไม่ได้ที่จะอยากเข้าใกล้ นางไม่ได้พบแม่มานานแสนนานแล้ว...
กู้เชียนหยวนลูบแก้มเหวินซี ยิ่งเป็นห่วงมากขึ้น “เป็นอะไรหรือเปล่าเสี่ยวซี พวกเขาทำร้ายเจ้าหรือ รีบให้ข้าดูหน่อย...”
เหวินซีถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ข้า...ไม่เป็นไร”
เหวินซีถามระบบในใจ ‘ถ้านางรู้ว่าข้าไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมจะทำอย่างไรดี’
เสี่ยวหมิงตอบ ‘โฮสต์ ตัวตนของเหวินซีเกิดขึ้นเพราะท่าน ไม่มีเจ้าของร่างเดิม สำหรับทุกคนแล้ว ท่านก็คือเหวินซี ไม่มีใครรู้สึกว่าท่านเปลี่ยนไปหรอก’
เหวินซีถาม ‘หมายความว่าตัวตนนี้ถูกสร้างขึ้นเพราะข้ามาที่นี่ใช่ไหม’
เสี่ยวหมิงตอบ ‘อื้ม’
เหวินซีถอนหายใจอย่างโล่งอก นางเม้มริมฝีปากมองกู้เชียนหยวน ความห่วงใยในดวงตาของสตรีผู้นั้นแทบล้นออกมา
“ข้า...หลังพิธีเลือกสรร ความทรงจำของข้าก็หายไป...” เหวินซีสูดหายใจลึก “ท่านเป็นเสด็จแม่ของข้า ถ้าอย่างนั้นข้าขอกอดท่านได้ไหม”
กู้เชียนหยวนดึงเหวินซีที่สูงยังไม่ถึงอกของตนเข้ามากอดแน่นทันที “ไม่เป็นไร ความจำเสื่อมก็ไม่เป็นไร ขอแค่เจ้าปลอดภัยก็พอ ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวซี ไม่ต้องกลัว...”
มือของเหวินซีโอบรอบเอวกู้เชียนหยวนอย่างสั่นเทาเล็กน้อย
อบอุ่นเหลือเกิน...
ถึงจะเป็นเรื่องลวง ก็ขอให้นางได้หลงใหลในอ้อมกอดนี้สักหน่อยเถอะ...
กู้เชียนหยวนตบแผ่นหลังเหวินซีเบา ๆ จนเห็นนางนอนหลับอยู่บนเตียงแล้วจึงออกจากตำหนัก
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูตำหนัก กู้เชียนหยวนก็กระอักเลือดออกมาอย่างแรง ทหารองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูรีบพุ่งเข้ามาประคองนาง “เจินจวิน! ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม”
กู้เชียนหยวนยกมือขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็นไร เรื่องนี้ไม่ต้องบอกฝ่าบาท...อีกอย่าง แจ้งสำนักพระคลังให้เตรียมสมบัติล้ำค่าฟ้าดินจำนวนมาก ส่งไปยังภูเขาต้ายอวี่โดยเร็ว ห้ามทำให้ตระกูลเหวินแห่งต้ายอวี่ขุ่นเคืองเด็ดขาด”
“ขอรับ!”
กู้เชียนหยวนก้มมองฝ่ามือที่สั่นไม่หยุดของตน แววตาฉายความหม่นหมอง ดูท่าบาดแผลเก่าของนางคงไม่มีวันหายแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่ยังฝืนทำลายม่านพลังคุ้มภูเขาของภูเขาต้ายอวี่ส่วนหนึ่ง ราวกับซ้ำเติมบาดแผลให้หนักขึ้น
เวลานี้ เหวินซีที่นอนอยู่บนเตียงพลิกตัวไปมา นอนไม่หลับ
เหวินซีถาม ‘เจ้าว่าเหตุใดกู้เชียนหยวนถึงหน้าตาเหมือนแม่ของข้าเลย’
เสี่ยวหมิงตอบ ‘เพราะโฮสต์มีวาสนากับโลกนี้อย่างไรล่ะ พวกเราเลือกผู้ปฏิบัติภารกิจก็มีมาตรฐานอยู่บ้างในหมื่นโลกนะ’
เหวินซีว่า ‘จริงด้วย แล้วแม่ข้าก็แซ่กู้เหมือนกัน ช่างมีวาสนาจริง ๆ ข้ารู้สึกคิดถึงนางมากขึ้นแล้วสิ...’
เสี่ยวหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกคำปลอบใจออก ‘ไม่เป็นไร เมื่อทำภารกิจสำเร็จ โฮสต์ก็จะได้กลับไปพบครอบครัวแล้ว’
เหวินซียิ้ม “นั่นสินะ ข้ารอได้”
นางหลับตาลง ค่อย ๆ จมสู่ห้วงนิทรา
——————
เช้าวันถัดมา เมื่อตื่นขึ้น เหวินซีจ้องมองม่านเหนือศีรษะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนมาถึงโลกบำเพ็ญเซียนแล้ว ไม่ต้องกลับไปอยู่ในห้องผู้ป่วยที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออีก
เหวินซีผลักประตูตำหนักออก สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไป อารมณ์พลันเบิกบานขึ้นเล็กน้อย
เพิ่งเดินออกจากตำหนักและเดินเล่นในสวนได้ไม่ถึงสองนาที เหวินซีก็พบหญิงสาวชุดแดงคนหนึ่ง
ใบหน้ากลม ดวงตาทรงเมล็ดซิ่ง น่ารักมาก ทว่าระหว่างคิ้วกลับเต็มไปด้วยโทสะ
หญิงสาวชุดแดงกวาดตามองเหวินซี น้ำเสียงไม่เป็นมิตร “ตื่นสายขนาดนี้เชียวหรือ เจ้านี่อ่อนแอจริง ๆ ยาวิเศษตั้งมากมายกินเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์สักนิด”
ก่อนเอ่ยปาก เหวินซีถามระบบก่อน ‘นางเป็นใคร’
เสี่ยวหมิงตอบ ‘บุตรสาวคนสุดท้องของราชครู หลูฉือซวง ตามบทกำหนดแล้วนางเป็นศัตรูคู่แค้นของท่าน แต่ก็แค่เถียงกันด้วยวาจาเท่านั้น’
เหวินซีว่า ‘อ๋อ เข้าใจแล้ว ตามพล็อตนิยายทั่วไป คนที่นางชอบคงชอบข้า หรือไม่ก็ปฏิบัติต่อข้าเป็นพิเศษ นางเลยอิจฉาไม่พอใจ จึงคอยหาเรื่องข้าสินะ’
เสี่ยวหมิงตอบ ‘...เจ้าคิดมากไปแล้ว’
เหวินซีเหมือนจะจับได้ถึงความเอือมระอาในน้ำเสียงของเสี่ยวหมิง
เหวินซียิ่งสงสัย ‘ถ้าอย่างนั้นเพราะอะไรล่ะ’
เสี่ยวหมิงตอบอย่างไม่ปรานี ‘เพราะรากวิญญาณของเจ้าไม่เคยตื่นขึ้น แถมทุกปียังต้องสิ้นเปลืองยาวิเศษกับของบำรุง นางเลยคิดว่าเจ้าไม่เพียงไร้ประโยชน์ แต่ยังใช้ของสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ด้วย’
เหวินซีว่า ‘...ก็ได้ ข้าขอโทษ ข้าขออภัยประชาชนเทียนฉี่’
เสี่ยวหมิง: ...
ไม่ใช่สิ ทำไมโฮสต์ถึงขอโทษได้ไวขนาดนี้ทุกทีเลย
หลูฉือซวงว่า “นี่ เจ้าเหม่ออะไรอยู่ มาชมดอกไม้อยู่ใช่ไหม งั้นข้าจะไปหาเฟินหยวนเจินจวินแล้วล่ะ เจ้าอย่าเข้ามาขัดจังหวะพวกเราทีหลังเชียว”
เหวินซีมองดวงตาคู่นั้นของหลูฉือซวง รู้สึกว่าใต้แสงอาทิตย์เหมือนมีสีชมพูจาง ๆ สะท้อนอยู่ ดูงดงามเป็นพิเศษ
คิดเช่นนั้นแล้ว เหวินซีก็พูดออกไปเช่นนั้น นางเอียงศีรษะ โน้มเข้าไปใกล้หลูฉือซวง “ดวงตาของเจ้าสวยจริง ๆ”
หลูฉือซวงชะงัก มองใบหน้าเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม เสียงของเหวินซีใสดุจแก้วดังอยู่ข้างหู ใบหูของนางพลันแดงระเรื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
นางถอยหลัง “ตึก ๆ ๆ” สองก้าว ยกมือขึ้นตั้งท่าป้องกัน “นี่! เจ้าไม่ได้กินยาหรือไง!”
เป็นบ้าอะไรขึ้นมา
หลูฉือซวงยอมให้เหวินซีเมินนางเหมือนเดิมเสียยังดีกว่า ไม่อยากให้นางเบิกตาเป็นประกายแล้วชมว่าตนสวยแบบนี้เลย...
น่าขนลุกเกินไปแล้ว!
ต่อให้จะชวนตีกันก็ยังดี!
นางยอมออมมือให้เหวินซีได้ด้วย!
เหวินซีเอียงศีรษะ น้ำเสียงจริงใจ “เจ้ากำลังด่าข้าอยู่หรือ”
หลูฉือซวงขมวดคิ้ว “ใครด่าเจ้า!”
เวลานั้นเอง สาวใช้คนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น น้ำเสียงเรียบเฉย “องค์หญิง ยาของวันนี้ยังไม่ได้เสวย เฟินหยวนเจินจวินสั่งไว้ว่า เมื่อวานท่านตกใจ จึงเพิ่มสมุนไพรให้อีกสองชนิดเป็นพิเศษ”
เหวินซี: ...
นางจ้องยาสีดำสนิทในชาม สูดกลิ่นขมฝาดเข้าไป พลันรู้สึกราวกับกลับไปยังชาติก่อน ที่นี่นางก็ยังหนีของสิ่งนี้ไม่พ้นอยู่ดี
หลูฉือซวงส่งเสียง “ฮึ” ราวกับกำลังบอกว่า “เห็นไหม ข้าไม่ได้ด่าเจ้าเสียหน่อย”
เหวินซีพลันยิ้ม “อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากำลังเป็นห่วงข้า กลัวข้าลืมกินยาใช่ไหม”
หลูฉือซวง: ?!
นางหัวเราะด้วยความโมโห “ดี ๆ เหวินซี ข้ายอมรับว่าวันนี้เจ้ามีของอยู่บ้าง เจ้าทำให้ข้าขยะแขยงได้จริง ๆ”
ยังพูดไม่ทันจบ หลูฉือซวงก็รีบหนีออกจากสวนไปด้วยความเร็วที่เรียกได้ว่าเผ่นหนีเอาชีวิตรอด
เหวินซียิ้มกว้างกว่าเดิม แววตาฉายความพอใจที่ได้ดั่งใจ ก่อนหันไปบอกสาวใช้ “เอาไปส่งที่ตำหนักข้าเถอะ ตอนนี้ข้ายังไม่อยากดื่ม”
สาวใช้ก้มศีรษะรับคำ แล้วหันหลังจากไป
มองสวนที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหวินซีหลุบตาลง “ดูท่าข้าจะเป็นภาระไม่ว่าไปอยู่ที่ไหนจริง ๆ”
ชาติก่อนป่วยหนัก ทำให้แม่ต้องลำบากเพราะนางมากมาย ชาตินี้รากวิญญาณก็ยังไม่ตื่น ต้องกินยาบำรุงสารพัด
น้ำเสียงของนางฟังดูสบาย ๆ แต่เสี่ยวหมิงกลับได้ยินความเย้ยหยันตนเองอยู่ในนั้น
เสี่ยวหมิงชะงัก ‘โฮสต์ อย่าพูดเช่นนั้นเลย...’
เหวินซีเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงพลันกลับมาสดใส ‘เอาล่ะ ข้าจะไปกินยาบำรุงแล้ว ถึงข้าจะเกลียดยาเป็นที่สุด แต่ไหน ๆ ก็ต้มมาแล้ว ไม่กินก็เสียของ อีกอย่างมันเป็นของบำรุงชั้นดีทั้งนั้น’
‘อย่าห่วงเลย ข้าจะพยายามมีชีวิตให้ดีกว่าเดิมให้ได้ พรสวรรค์ดี ๆ เช่นนี้จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้’
คำปลอบใจที่เสี่ยวหมิงเพิ่งค้นหาออกมาค้างอยู่ในโปรแกรม จะพูดก็ไม่ใช่ ไม่พูดก็ไม่เชิง
——————
หลังเหวินซีดื่มยาบำรุงจนหมดในคราวเดียว นางก็ได้รับแจ้งว่ากู้เชียนหยวนเรียกไปที่ตำหนักหลัก เพื่อจัดการเรื่องที่นางจะไปสำนักชิงหยุน
เหวินซีว่า “นำทางไปเถอะ”
ระหว่างทาง เสี่ยวหมิงเล่าเรื่องสำนักชิงหยุนให้เหวินซีฟัง
ที่นั่นไม่ใช่สำนักธรรมดา แต่เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรชั้นยอดที่สุดทั่วทั้งมณฑลชิหมิง
สำนักชิงหยุนรับศิษย์เข้าสำนักเพียงห้าสิบคนแรกจากการทดสอบคัดเลือกในแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ บุตรหลานตระกูลใหญ่ หรือผู้บำเพ็ญอิสระจากตระกูลยากจน เมื่อเข้าสำนักแล้ว ฐานะในอดีตล้วนเป็นเพียงเมฆหมอก ทุกสิ่งตัดสินกันด้วยพรสวรรค์และฝีมือเท่านั้น
เพราะเหตุนี้ ผู้ที่เข้าสำนักชิงหยุนได้ล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์ การแข่งขันภายในสำนักจึงดุเดือดอย่างยิ่ง
พูดง่าย ๆ ก็คือ แหล่งรวมผู้คลั่งฝึกตน
