จนถึงตอนนี้อู๋หานซงก็ยังตกอยู่ในภาวะตื่นตะลึงงุนงงอย่างที่สุด
เขามองไป๋อิงอย่างเลื่อนลอย เพราะในความคิดของเขาเตรียมใจตายไว้แล้ว
แม้จะไม่ยินยอมพร้อมใจนัก แต่นี่ก็คือชะตาของเขา
เขาคิดไปถึงความรู้สึกยามสิ้นใจ คิดถึงภรรยาและลูก ๆ ทั้งยังจมอยู่ในความเสียใจอย่างลึกล้ำ
แต่ใครจะคิดว่าเขากลับไม่ตาย
พูดให้ถูกคือ ไม่เพียงไม่ตาย แต่ยังมีชีวิตดีอยู่ แถมยังรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายราวกับยกภูเขาออกจากอก
อู๋หานซงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของตนกำลังฟื้นฟูด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
เขามองไป๋อิงอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วร้องบอกนางว่า “เจ้ารักษาเป็นจริง ๆ ด้วย ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว!”
ไป๋อิงส่ายหน้าอย่างจนใจ “ถ้าข้ารักษาไม่เป็น แล้วจะรักษาเจ้าไปทำไมเล่า? จะให้ข้าทำลายชื่อเสียงตัวเองเล่นหรือ”
ไป๋อิงกล่าวกับเขาอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยว่า “ตอนนี้ลองใช้พลังดูสิ”
อู๋หานซงแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง “ทำได้จริงหรือ?”
ก่อนหน้านี้เขาเสาะหาหมอมีชื่อเสียงไปทั่ว แต่หมอเหล่านั้นล้วนบอกว่าเขาห้ามใช้พลังอีกเด็ดขาด พลังวิญญาณของเขาสลายไปด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า หากใช้พลังในยามนี้ก็ไม่ต่างจากรนหาที่ตาย
เมื่อได้ยินไป๋อิงกล่าวเช่นนั้น เขาก็เอียงกายเล็กน้อย ยืนหยัดสองเท้าลงบนพื้นอย่างมั่นคง ก่อนเหวี่ยงแขนขวาไปข้างหน้าอย่างฉับพลัน พลังอันแข็งแกร่งพลันปะทุขึ้น ฝ่ามือที่ฟาดออกไปประหนึ่งแฝงพลังหนักนับพันชั่ง จนมวลอากาศสั่นสะเทือนส่งเสียงหึ่ง ๆ
