“กร๊อบ...กร๊อบแกรบ—”
เสียงหยกยันต์แตกดังใสกังวานจนชวนให้ใจสั่น
ลวดลายสีทองเส้นเล็กถี่ยิบแผ่ลามไปทั่วผิวของยันต์โลหิต ราวกับรอยร้าวบนผืนน้ำแข็งกลางทะเลสาบในต้นฤดูใบไม้ผลิ ทุกเส้นลวดลายมีอักขระโบราณลี้ลับไหลเวียนอยู่ เมื่อโซ่ตรวนเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นตามเสียงนั้น ซุ้มประตูสีเลือดทั้งบานก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู
“ตูม!”
ชั่วขณะที่ยันต์โลหิตระเบิด ดวงวิญญาณอาฆาตนับหมื่นก็ทะลักออกมาราวกับน้ำหลากที่เขื่อนแตก
น่าประหลาดยิ่งนัก วิญญาณแค้นรูปร่างน่าสยดสยองเหล่านั้นกลับแยกสายออกเองเมื่อเข้าใกล้ไป๋อิง ราวกับกระแสน้ำเชี่ยวที่พบโขดหินกลางลำน้ำ
ผีหญิงตนหนึ่งในชุดเจ้าสาวขาดวิ่นพลันหยุดลง ใบหน้าที่แหว่งวิ่นของนางค่อย ๆ ฟื้นคืนความงามยามมีชีวิตภายใต้แสงจันทร์ ก่อนจะยอบกายคำนับไป๋อิงอย่างอ่อนช้อย
ชายกระโปรงเจ้าสาวเปื้อนเลือดสะบัดเบา ๆ ตามสายลม เผยให้เห็นรองเท้าที่ปักลายดอกบัวเคียงคู่
“อ๊าก!!”
เสียงกรีดร้องของเสวียนเฉิงจื่อกรีดทำลายความเงียบงันยามราตรี เสื้อคลุมเต๋าของเขาถูกดวงวิญญาณอาฆาตฉีกกระชากจนกลายเป็นเศษผ้าปลิวว่อน บนผิวหนังที่เปลือยเปล่าปรากฏรอยมือสีเขียวคล้ำแน่นขนัด—มีทั้งรอยนิ้วมือเหี่ยวย่นผอมแห้งของคนชรา รอยนิ้วยาวเรียวของสตรี และรอยฝ่ามือเล็ก ๆ ของเด็กอีกมากมาย
ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ รอยมือเหล่านั้นขยับยุกยิกประหนึ่งมีชีวิต ค่อย ๆ ลากเขาลงสู่พื้นทีละน้อย
