เซียนอาวุโสคร้านแม้แต่จะปรายตามองเซี่ยอวี่เวยที่ล้มลุกคลุกคลานอย่างน่าเวทนา เขาหันไปกวาดตามองเหล่าศิษย์ที่เหลือซึ่งยืนตะลึงงันราวกับไก่ไม้ แขนเสื้อกว้างใหญ่พลันสะบัดไหวทั้งที่ไร้ลม พลังวิญญาณมหาศาลระเบิดออกมาในฉับพลัน
“ยังไม่รีบไสหัวไปอีกหรือ?”
สิ้นเสียง ต้วนซิวหย่วนกับพวกก็ถูกเหวี่ยงออกไปนอกประตูเรือนทีละคน ร่วงหล่นลงไปอย่างน่าอนาถราวกับเกี๊ยวหล่นจากหม้อ
“ตูม!”
เมื่อคนสุดท้ายถูกโยนออกไป ประตูเรือนบานหนาหนักก็ปิดสนั่นภายใต้การควบคุมของพลังวิญญาณ จนพื้นดินสั่นสะเทือนเบา ๆ
ทันทีที่ประตูปิด เซียนอาวุโสผู้สูงส่งเมื่อครู่ก็คล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคน
เขาหลังค่อม ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้มประจบประแจง แม้แต่น้ำเสียงยังเบาลงหลายส่วน “ผู้อาวุโสท่านนี้ ขอทราบนามได้หรือไม่? ข้าน้อยเว่ยจี้ เป็นผู้ไร้ปัญญาจนมองข้ามภูผาไท่ซาน...” ขณะกล่าว เขาก็หยิบผลวิญญาณผลหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของอย่างเจ็บปวดใจ ผลนั้นใสกระจ่างทั่วทั้งผล “นี่คือผลจูแดงพันปีที่ข้าน้อยเก็บได้จากแดนลี้ลับเสวียนเทียน บัดนี้ขอมอบให้ผู้อาวุโส...”
ไป๋อิงรับผลไม้มาด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ ปลายนิ้วลูบไล้เปลือกผลเบา ๆ “เรียกข้าว่าผู้บำเพ็ญแซ่ไป๋ก็พอ”
เว่ยจี้เห็นเช่นนั้น เหงื่อเม็ดเล็กก็ผุดเต็มหน้าผาก เขารีบกล่าวต่อ “ในเมื่อท่านถูกใจธารวิญญาณแห่งนี้ ข้าน้อยจะถอยออกไปเดี๋ยวนี้” กล่าวจบก็แทบจะหนีหัวซุกหัวซุน ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง
เมื่อเงาร่างของเว่ยจี้ลับหายไปจนสิ้น ไหล่ที่เกร็งแน่นของไป๋อิงจึงค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย
นางก้มมองผลจูแดงในมือ มุมปากเผยรอยยิ้มขมขื่น
