ไป๋อิงยังคงมึนงงอยู่ในห้วงความคิด สมองราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ จึงยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ฉีฮ่าวหยวนกลับกลั้นความยินดีในใจไว้ไม่ไหว เงยหน้าหัวเราะเสียงดัง เสียงหัวเราะสดใสก้องกังวานไปทั่วห้อง
“ดี! ดียิ่งนัก! ก่อนหน้านี้ข้ายังกังวลอยู่เลยว่าจะทำให้เจ้าผิดหวัง ไม่คิดเลยว่าข้อสันนิษฐานของข้าจะเป็นจริง เจ้าคือลูกของสามีภรรยาตระกูลไป๋คู่นั้นจริง ๆ” ฉีฮ่าวหยวนพูดพลางตบต้นขาตัวเอง รอยยิ้มบนใบหน้าผลิบานเจิดจ้าจริงใจดุจดอกไม้ในวสันตฤดู
มุมปากของไป๋อิงยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เผยรอยยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นมีทั้งความไม่อยากเชื่อในความจริง และความคาดหวังต่ออนาคตอยู่เลือนราง
ฉีฮ่าวหยวนค่อย ๆ สงบอารมณ์ตื่นเต้นลง ก่อนกล่าวต่อว่า “แต่ไป๋อิง ตอนนี้บิดามารดาของเจ้ายังไม่กลับมา พวกเราคงต้องรออีกสองสามวัน เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป ข้าถามมาแล้ว พวกเขาจะต้องกลับมาภายในสิบวันแน่นอน ช่วงนี้ก็พักผ่อนให้สบายที่สำนักหลิงอิ่นของข้า ถือเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของเจ้า”
ไป๋อิงพยักหน้าแรง ๆ แววตาเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง “ผู้อาวุโสฉี ขอบคุณท่านจริง ๆ หากไม่ได้ท่าน ข้าคงไม่มีวันได้รู้ชาติกำเนิดของตนเอง”
“เฮ้อ จะเกรงใจข้าไปไย?” ฉีฮ่าวหยวนโบกมือ กล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ “เจ้าเป็นผู้มีพระคุณอย่างใหญ่หลวงต่อสำนักหลิงอิ่นของพวกเรา ไม่เพียงช่วยให้สำนักหลิงอิ่นคว้าอันดับหนึ่งในการประลองครั้งนี้ ทั้งยังสังหารคู่ต่อสู้ไปมากมาย จนในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า สำนักหลิงอิ่นของเราคงไร้คู่ต่อกร ที่สำคัญกว่านั้นคือเจ้าเคยช่วยชีวิตข้าไว้! หากไม่ได้เจ้า ข้าคงตายไปนานแล้ว บุญคุณนี้ข้าจดจำไว้ในใจเสมอ เพราะฉะนั้นการช่วยเจ้าตามหาบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ข้าจึงยินดีจากใจจริง”
