ดวงตาของไป๋อิงเบิกกว้างขึ้นฉับพลัน นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับบิดามารดาที่เอ่ยถึงกัน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา คำพูดของฉินหัวเจินเหรินประหนึ่งตราประทับที่สลักลึกลงในใจ เขาบอกนางว่านางเป็นเด็กกำพร้าจากยุคสงคราม ถูกเขาเก็บมาได้จากซากปรักหักพังที่เต็มไปด้วยซากศพและเสียงร่ำไห้ หากฉินหัวเจินเหรินไม่ปรากฏตัว นางคงสิ้นใจตั้งแต่วัยเยาว์ กลายเป็นดวงวิญญาณไร้นามไปแล้ว
แม้ไป๋อิงจะผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมาถึงสองชาติ นางก็ไม่เคยสงสัยคำกล่าวนี้แม้แต่น้อย ในความรับรู้ของนาง นางเป็นเด็กกำพร้าอย่างแท้จริง ไร้บิดามารดา ความอบอุ่นในโลกนี้ดูประหนึ่งถูกตัดขาดจากนางมาตั้งแต่แรก
เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องแห่งสำนักฮวาหยางและอาจารย์ของนาง คือแสงอบอุ่นเพียงริบหรี่ที่นางค้นพบในโลกอันเย็นชาใบนี้
ครั้งหนึ่งนางเคยมอบความรู้สึกและความผูกพันทั้งหมดให้พวกเขา พวกเขาคือครอบครัว เป็นทุกสิ่งในชีวิตของนาง ดังนั้นยามถูกพวกเขาเมินเฉย รังเกียจ กระทั่งขับไล่อย่างไร้ปรานี ความเจ็บปวดที่ฝังลึกถึงกระดูกจึงแทบทำให้นางสูญสิ้นศรัทธาต่อโลกใบนี้
ทว่าในยามนี้ คำพูดของฉีฮ่าวหยวนกลับเป็นดั่งกุญแจที่เปิดประตูบานหนึ่ง ซึ่งนางไม่เคยคิดว่ามันมีอยู่
“ข้า...ข้าไม่รู้...” เสียงของไป๋อิงสั่นเครือ แฝงความสับสนและทำอะไรไม่ถูก นางมองฉีฮ่าวหยวน แววตาเต็มไปด้วยความงุนงงและใคร่รู้ “ตอนที่ข้าอยู่สำนักฮวาหยาง พวกเขาบอกว่าข้าเป็นเด็กกำพร้า ข้าไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีบิดามารดา” นิ้วมือของนางกำแน่นโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วซีดขาว เผยให้เห็นความตึงเครียดและหวาดหวั่นในใจอย่างเงียบงัน
