ประมุขตระกูลทรุดกายลงบนพื้นหินเขียวราวกับกองโคลน นิ้วมือเหี่ยวย่นจิกแน่นลงในร่องระหว่างแผ่นหิน เสื้อคลุมเต๋าของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น หนวดเคราสีดอกเลาเปื้อนเลือด ทว่ายังคงฝืนเงยหน้าขึ้น ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายหัวเราะเสียงแหบพร่า
“แค่ก ๆ...เจ้าคิดว่า...จะฆ่าไป๋อิงได้หรือ?” แววตาขุ่นมัวของชายชราพลันเปล่งประกายเจิดจ้า “เด็กคนนั้นใช้กระบี่เพียงเล่มเดียว...สังหารผู้บำเพ็ญขั้นหลอมสุญญตาห้าคน...และขั้นแปรเทพอีกห้าสิบกว่าคน...เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร...”
ไป๋ตี๋ได้ยินดังนั้นก็พลันลุกพรวดขึ้น เหยียบลงบนอกประมุขตระกูล เสียงกระดูกแตกหักดังชัดเจน แต่นางกลับยิ้มหวานยิ่งกว่าเดิม “ตาแก่ ใกล้ตายแล้วยังปากแข็งอีกหรือ?”
นางโน้มตัวลง ใช้นิ้วเรียวยาวของไป๋เยี่ยนเฟิงบีบคางประมุขตระกูล “เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าไป๋อิงทำได้ด้วยพลังของตนเอง?” หมอกดำวนเวียนอยู่ที่ปลายนิ้ว ค่อย ๆ กัดกร่อนผิวหน้าเหี่ยวย่นของชายชรา “นางเพียงอาศัยอานุภาพของค่ายกลโบราณเท่านั้น—และอีกอย่าง...”
ไป๋ตี๋ขยับเข้าไปใกล้ข้างหูประมุขตระกูล เสียงของนางแผ่วเบาราวกับถ้อยคำกระซิบของคนรัก “ค่ายกลนั้น...คงอยู่ได้เพียงสามวันเท่านั้น พอครบสามวัน ค่ายกลก็จะสูญสิ้นพลังและไร้ประโยชน์”
