ไป๋อิงก้มมองรอยประทับสีเลือดที่เลือนรางบนแขน คิ้วขมวดเล็กน้อย
รอยประทับขยับยุกยิกอย่างช้า ๆ ราวกับมีชีวิต แผ่ไอเย็นเยียบชวนให้รู้สึกอึดอัด
“รอยประทับติดตามตัวหรือ?”
นางแค่นหัวเราะ ปลายนิ้วเปล่งประกายสีเงินวูบหนึ่ง ก่อนลากผ่านผิวรอยประทับเบา ๆ ทว่ารอยประทับเพียงบิดเบี้ยวเล็กน้อย หาได้สลายไปไม่
“ประเมินเขาต่ำไปจริง ๆ”
นางเงยหน้า กวาดสายตาคมกริบราวคมดาบไปทั่วพงไพรเงียบสงัดโดยรอบ
ในเมื่อร่องรอยการเดินทางถูกเปิดเผยแล้ว ต่อให้ซ่อนตัวต่อไปก็ไร้ประโยชน์
“คิดจะแย่งชิงสมบัติบนตัวข้าสินะ...” มุมปากของไป๋อิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา “มาเท่าไรก็สังหารเท่านั้น”
นางหันไปทางศพของโม่เชียนจิว กางนิ้วทั้งห้าออก แรงดูดไร้รูปร่างสายหนึ่งฉุดร่างไร้วิญญาณให้ลอยขึ้นกลางอากาศ ไป๋อิงใช้มือข้างเดียวกดกระหม่อมของโม่เชียนจิวไว้ ปลายนิ้วมีประกายเงินไหลเวียน ก่อนลงมือใช้วิชาค้นวิญญาณทันที!
“ข้าจะดูให้รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”
ก่อนหน้านี้ไป๋อิงลงข้อห้ามใส่คนจากสำนักอื่นทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ใดรู้ว่านางอยู่ที่นี่ ต้องมีคนในสำนักเสวียนเทียนทรยศนางเป็นแน่
ไป๋อิงไม่ใช่คนชอบหาเรื่องผู้อื่น แต่หากมีคนคิดสังหารนาง นางก็ย่อมสังหารคนผู้นั้นเช่นกัน!
ความทรงจำที่หลงเหลือของโม่เชียนจิวหลั่งไหลเข้าสู่ญาณของนางดุจคลื่นน้ำ
ในภาพนั้น ผู้บำเพ็ญชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมอาภรณ์ของสำนักเสวียนเทียน กำลังลับ ๆ ล่อ ๆ ติดต่อกับโม่เชียนจิว—เป็นหลิวอิงเจี๋ยที่หนีเอาตัวรอดกลางศึกนั่นเอง!
“ดีมาก!” แววตาของไป๋อิงเย็นเยียบขึ้นทันใด นิ้วทั้งห้ากำแน่นฉับพลัน ศีรษะของโม่เชียนจิวพลันแหลกสลายเป็นผุยผง
