ไป๋อิงมองภาพตรงหน้าแล้วพลันยิ้มออกมา
รอยยิ้มนั้นดุจสายลมวสันต์พัดผ่านทุ่งน้ำแข็ง พริบตาเดียวก็สลายเมฆหมอกในใจของทุกคนจนหมดสิ้น
ทุกคนชะงักงันไปก่อน จากนั้นเสียงโห่ร้องกึกก้องสะเทือนฟ้าดินก็ดังขึ้น ศิษย์จากสำนักหลิงอิ่นและสำนักหลิงเซียวต่างอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป พากันกรูเข้าไปหาไป๋อิงดุจกระแสน้ำโหม ก่อนล้อมนางไว้ตรงกลาง บ้างกอดไหล่นางไว้แน่น บ้างจับมือทั้งสองของนางด้วยความตื่นเต้น กระทั่งบางคนก็ซบหน้ากับเสื้อผ้าของนางร่ำไห้ด้วยความปีติ
“ดีเหลือเกิน! ดีจริง ๆ!” เซวียนหยวนเฉินเอ่ยเสียงสะอื้น ปลายนิ้วสั่นระริก
ไป๋อิงถูกทุกคนห้อมล้อมอยู่ตรงกลาง จึงสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความยินดีอันร้อนแรงในแววตาแต่ละคู่ ความรู้สึกจริงใจเหล่านี้ดุจธารน้ำอุ่น ค่อย ๆ ไหลผ่านหัวใจที่ผ่านลมฝนมานับครั้งไม่ถ้วนของนาง
นางกอดตอบศิษย์ร่วมสำนักที่กำลังสั่นเทาอยู่ข้างกายเบา ๆ พลันรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมา
นอกวงฝูงชนที่กำลังโห่ร้องยินดี เหล่าศิษย์สำนักฮวาหยางซึ่งหนีไปไกลแล้วต่างยืนนิ่งราวกับถูกฟ้าผ่า
พวกเขายืนตะลึงอยู่กับที่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ บ้างขาอ่อนทรุดลงคุกเข่า บ้างกำสาบเสื้อบริเวณอกแน่น บ้างส่ายหน้าพึมพำไม่หยุดว่า “เป็นไปไม่ได้... เหตุใดบรรพชนถึง...”
เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องจากสำนักฮวาหยางของไป๋อิงต่างเผยสีหน้าสำนึกผิด ระบบควบคุมพวกเขาไว้ แต่คนของสำนักหลิงอิ่นกินโอสถเข้าไป จึงไม่ถูกควบคุม เหยียนชื่อหลิงต้านทานได้ด้วยเจตจำนงของตนเอง ทว่าพวกเขากลับถูกควบคุมอีกครั้ง...
เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะช่วยไป๋อิง ถึงขั้นเคยสาบานว่าจะไม่ยอมให้ระบบควบคุมอีก แต่ท้ายที่สุด พวกเขาก็ยังถูกควบคุมอยู่ดี...
ซูอวี่ยืนอยู่แถวหน้าสุดของฝูงชน สายตาซับซ้อนจับจ้องไป๋อิงผู้เป็นดังดาวเดือนรายล้อม
