ในเวลานี้ ฮ่องเต้พลันสังเกตเห็นไป๋อิงซึ่งพระสนมเอกดึงให้อยู่ข้างกาย
“แม่นางผู้นี้คือ...” สุรเสียงของฮ่องเต้เปี่ยมด้วยอำนาจ แม้ไม่กริ้วก็ยังน่าเกรงขาม ทว่าตรงท้ายประโยคกลับเจือความอ่อนโยนบางเบาที่ยากจะสังเกตเห็น
พระสนมเอกรีบก้าวออกมา ปิ่นระย้าประดับไข่มุกไหวเบา ๆ ไปตามการเคลื่อนไหวของนาง เมื่อกระทบแสงเทียนก็สะท้อนเป็นประกายพร่างพราว
“ฝ่าบาท แม่นางเซี่ยผู้นี้มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ เป็นนางที่ช่วยชีวิตองค์ชายสามไว้ด้วยวิชาเข็มเงินเพคะ”
นางเล่าถึงวิธีที่ไป๋อิงวินิจฉัยอาการขององค์ชายสาม และวิธีใช้เข็มรักษาอย่างแยบยลอย่างละเอียด ครั้นกล่าวถึงช่วงเวลาคับขัน ดวงตาหงส์คู่นั้นก็เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ ริมฝีปากแดงสั่นระริก “หากไม่ได้แม่นางเซี่ยช่วยตั้งสติในยามวิกฤต องค์ชายคง...”
ความประหลาดใจในแววพระเนตรของฮ่องเต้ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
พระองค์ทอดพระเนตรหญิงสาวเบื้องหน้าอย่างละเอียด นางดูบอบบาง ทว่าคิ้วตางดงามราวภาพวาดและแฝงประกายองอาจไว้ในตัว เสื้อผ้าสีขาวบริสุทธิ์ยิ่งขับเน้นให้ดูสูงส่งเหนือสามัญ
กิริยาเช่นนี้จะเหมือนบุตรสาวบุญธรรมของตระกูลเซี่ยผู้ไร้การศึกษาอย่างที่เล่าลือได้อย่างไร?
เผยชิงเฟิงที่ยืนอยู่ข้างบัลลังก์มังกรยิ่งมีแววตาร้อนแรง ซื่อจื่อผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชา บัดนี้กลับเสียความสุขุมที่เคยมีไป จ้องไป๋อิงไม่วางตา ดวงตาที่มักเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งแปรเป็นหิมะละลาย เปล่งประกายร้อนแรงชวนให้ใจสั่น
“เหลวไหล!” เซี่ยอวี่เวยกรีดร้องในใจอย่างคลุ้มคลั่ง เล็บที่ตัดแต่งอย่างประณีตจิกลงกลางฝ่ามือจนเลือดซึมเป็นสาย แต่นางกลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
