ทันทีที่ไป๋อิงเอ่ยวาจาออกมา ก็พลันก่อให้เกิดเสียงฮือฮาไปทั่ว
ก่อนหน้านี้นางพูดจาเหลวไหลก็แล้วไปเถิด ทว่าตอนนี้กลับกล้าพูดเช่นนั้นต่อหน้าเจินเหรินมู่ นี่ไม่ต่างอะไรกับตบหน้าเจินเหรินมู่ต่อหน้าผู้คน
สีหน้าผู้อาวุโสสี่พลันขรึมลง “หากเจ้ายังพูดจาเหลวไหลเช่นนี้อีก ก็เท่ากับบีบให้ตระกูลเหยียนกับสำนักหลิงเซียวของข้ากลายเป็นศัตรูกับเจ้า”
ทุกคนต่างมองไปยังเซวียนหยวนเฉิน หวังให้เขาออกมาจัดการศิษย์แสนดีของตนเสียที
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ว่าตระกูลเหยียนหรือเจินเหรินมู่ก็ล้วนถูกไป๋อิงล่วงเกินจนหมดสิ้น
ทว่าไม่ว่าจะเป็นเซวียนหยวนเฉินหรือไป๋อิง ต่างก็ไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย ไม่มีใครหวาดหวั่นต่อคำพูดของผู้อาวุโสสี่เลย
ผู้อาวุโสสี่ขมวดคิ้วทันที เขาคิดจะเชิญคนทั้งสองออกไปด้วยตนเอง
ในยามนั้นเอง เจินเหรินมู่กลับเอ่ยขึ้นว่า “ข้ากลับสงสัยนักว่าเหตุใดเจ้าจึงพูดเช่นนั้น?”
เจินเหรินมู่ถึงกับถูกคำพูดของไป๋อิงทำให้หัวเราะออกมา
ยาของเขาสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจนับไม่ถ้วน ใช้เวลาถึง 200 ปีจึงคิดค้นขึ้นมาได้
เด็กไม่รู้ประสีประสาคนนี้กลับกล้าพูดว่า หากกินยาของเขาเข้าไปก็จะหมดหนทางรักษา!
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นศิษย์ของเซียนผู้ทรงเกียรติฝานเทียนเช่นกัน คงศึกษาการหลอมโอสถมาบ้าง หากเจ้ามีข้อคิดเห็นหรือคำแนะนำเกี่ยวกับโอสถเม็ดนี้ ก็พูดออกมาได้ ข้าจะได้ดูว่ายังมีส่วนใดที่ปรับปรุงได้อีกหรือไม่”
ทันทีที่เจินเหรินมู่พูดจบ เสียงชื่นชมก็ดังขึ้นรอบด้าน
“สมกับเป็นเจินเหรินมู่จริง ๆ ไป๋อิงพูดจาเช่นนั้นกับเขาแล้ว แต่เขายังสงบใจหารือกับนางได้ นางจะมีข้อคิดเห็นหรือคำแนะนำที่ไหนกัน เห็นชัด ๆ ว่ากำลังใส่ร้ายเขาต่างหาก!”
