โลกใบนี้ มนุษย์ธรรมดากับผู้บำเพ็ญมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อไร้รากวิญญาณ ก็ไม่เหลือทุนรอนให้ยืนหยัดอยู่ได้อีกต่อไป
ไป๋เยี่ยนเฟิงและคนอื่น ๆ เห็นภาพนี้แล้วก็อดรู้สึกเวทนาไม่ได้ เดิมทีพวกเขายังคิดจะฝืนใจเข้าไปขอความเมตตาให้โจวอิ่ง ทว่าถ้อยคำเย็นชาของประมุขสำนักเซียนเสวียนชิงกลับประหนึ่งมีดสั้นคมกริบ ฟันความคิดของพวกเขาขาดสะบั้นในพริบตา ประมุขสำนักทอดมองอย่างเย็นชา ก่อนกล่าวช้า ๆ ว่า “เรื่องนี้ เกรงว่าจะไม่ใช่ความผิดของโจวอิ่งเพียงคนเดียวกระมัง ข้าเห็นว่าคนตระกูลไป๋พวกนี้ก็ควรตรวจสอบให้ละเอียด”
ถ้อยคำดังกล่าวประหนึ่งแรงกดดันไร้รูป ทุบลงมาหนักหน่วงดั่งหินยักษ์ ผู้คนตระกูลไป๋ได้ยินแล้วต่างเงียบกริบราวจักจั่นในเหมันต์ ไม่มีใครกล้าก้าวออกไปอีก ความหวาดกลัวแผ่ซ่านในใจทุกคน ต่างก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตาประมุขสำนัก เกรงว่าคนต่อไปที่จะพลอยเดือดร้อนจะเป็นตนเอง
โจวอิ่งเสียขวัญจนสิ้นท่า น้ำตาแห่งความหวาดกลัวทะลักออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ไหลอาบแก้มเป็นสาย นางดิ้นรนสุดชีวิต “อย่าจับข้า ปล่อยข้า!”
นางมองญาติพี่น้องของตนด้วยแววตาที่เปี่ยมความสิ้นหวังและวิงวอน หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือคำปลอบโยนจากพวกเขาสักนิด ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบงัน ญาติที่เคยสนิทสนมกับนางในวันวาน บัดนี้ต่างยืนนิ่งราวถูกคาถาตรึงกาย ไม่มีใครกล้าก้าวออกมาสักคน
แม้แต่ไป๋ตี๋ ผู้ที่นางทุ่มเทปกป้องจนทำทุกสิ่งทุกอย่างลงไป บัดนี้ก็ยังนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใด
