เหยียนจิ่วโยวกำลังโซเซมุ่งหน้าไปทางประตูสำริด
ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวออกไป กระดูกทั่วร่างก็ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดภายใต้แรงกดดันอันน่าสะพรึง ผมยาวสีเทาขาวเปียกชุ่มด้วยเหงื่อและยุ่งเหยิงแนบติดใบหน้าอันบิดเบี้ยวเหี้ยมเกรียม
“ไป๋อิง... นังสารเลวนั่น...” เขากัดฟันแน่น โลหิตสีดำที่เจือเศษอวัยวะภายในเอ่อล้นจากมุมปาก เสียงคำรามต่ำก้องอยู่ในลำคอ นิ้วทั้งสิบของเขาหักงอจนหมดตั้งแต่ตอนปีนบันไดหิน ยามนี้จึงใช้กระดูกสีขาวโผล่พ้นเนื้อขูดลวดลายเถาทาวเที่ยบนประตูสำริด เสียงกระดูกนิ้วเสียดสีกับโลหะดังครูดคราดชวนขนหัวลุก
“ถึงกับคิด... จะฮุบวาสนาไว้คนเดียว...”
ประตูสำริดส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดหนักอึ้งและแหบพร่า ช่องว่างที่ค่อย ๆ เปิดออกเผยแสงสีทองเจิดจ้าสายหนึ่ง ส่องสว่างดวงตาขุ่นมัวที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยของเขา
ลมหายใจของเหยียนจิ่วโยวพลันชะงัก
เขาเห็นอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของไป๋อิงพลิ้วไหวอยู่ในรัศมีแสง ข้างกายนางกลับมีเทพธิดาผู้หนึ่งยืนอยู่ เรือนกายโปร่งใสราวแก้วหลิวหลี
เทพธิดาผู้นั้นมีคิ้วตางดงามราวภาพวาด จุดชาดแดงกลางหน้าผากคล้ายโลหิต รอบกายแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบซึ่งไม่ใช่สิ่งที่โลกมนุษย์พึงมี
แขนเสื้อกว้างของนางทิ้งตัวลง ลวดลายสีเงินดุจสายธารดาราพาดผ่านอยู่ในแขนเสื้อ ทุกริ้วแสงล้วนแฝงอานุภาพมากพอจะสะกดฟ้าดิน
“ดูท่าข้ามาได้ถูกจังหวะ!” เหยียนจิ่วโยวเค้นเสียงคำรามด้วยความยินดี เขี้ยวเปื้อนเลือดยังเผยออกมาไม่หมด แต่มุมปากกลับบิดเบี้ยวเพราะความตื่นเต้นเสียแล้ว
