ฝูงชนพลันแตกตื่นขึ้นมา หญิงร่างท้วมที่เคยเป็นแกนนำขว้างไข่เน่าใส่ไป๋อิง ขาอ่อนยวบทรุดฮวบลงกับพื้น ส่วนคนที่เคยด่าทอไป๋อิงต่างหน้าซีดเผือด ผลักกันไปมาเพื่อหลบซ่อนอยู่หลังฝูงชน แม้แต่บัณฑิตหลายคนที่ซ่อนตัวอยู่ริมสุดก็ยังหน้าถอดสี
“หนึ่งลมหายใจ” เสียงของเจินเหรินทิงหลานดังก้องขึ้นข้างหูทุกคน ราวกับเสียงเร่งเอาชีวิต
ชายผอมโซคนหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากฝูงชน คลานกระเสือกกระสนไปคุกเข่าลงกับพื้น หน้าผากกระแทกแผ่นศิลาสีเขียวอย่างแรง ส่งเสียง “ตึง” อันทึบหนัก “ท่านเซียนโปรดไว้ชีวิต! ข้าน้อย... ข้าน้อยถูกความโง่งมครอบงำ...”
“สองลมหายใจ”
ร่างอีกเจ็ดแปดร่างสั่นเทาขณะขยับออกมาจากฝูงชน ในจำนวนนั้นมีคุณชายแต่งกายหรูหราคนหนึ่ง ขาสั่นราวกับจับไข้จนแทบเดินไม่ไหว
ในยามคับขันถึงชีวิตเช่นนี้ ยังมีคนอีกหลายคนที่คิดเสี่ยงโชค ซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในฝูงชน ก้มหน้าต่ำแน่นิ่งไม่กล้าขยับ
“สามลมหายใจ”
ประกายเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาของเจินเหรินทิงหลาน เขาแตะปลายนิ้วเบา ๆ ทันใดนั้น สายฟ้าสีม่วงหลายสายก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้า ผ่าลงบนร่างคนที่ซ่อนตัวอยู่เหล่านั้นอย่างแม่นยำ
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวกึกก้อง คนเหล่านั้นยังไม่ทันได้ร้องโหยหวน ร่างก็กลายเป็นศพไหม้เกรียมหลายร่าง กลิ่นเนื้อไหม้เหม็นคลุ้งไปทั่วอากาศ
“แหวะ—” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาพลันอาเจียนออกมาตรงนั้น สิ่งปฏิกูลปนเปื้อนน้ำตาและน้ำมูกเลอะเต็มใบหน้า ส่วนหญิงอีกคนเป็นลมหมดสติไปทันที
เจินเหรินทิงหลานโยนดาบหลายเล่มไปให้พวกเขา ก่อนยืนเอามือไพล่หลัง น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็ง “ผู้ใดขว้างสิ่งปฏิกูล จงตัดแขนตนเองหนึ่งข้าง ผู้ใดวาจาสามหาว จงตัดลิ้นตนเอง”
