แสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงฉาบทะเลเมฆให้กลายเป็นสีแดงฉาน เรือเหาะค่อย ๆ ลดระดับลง
บรรพชนชิงหมิงยืนอยู่หัวเรือ แขนเสื้อกว้างสะบัดดังพรึ่บพรับตามแรงลม เขายกมือชี้ไปยังเทือกเขาเบื้องหน้าซึ่งถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นประหลาดอยู่หลายส่วน
“เซียนไป๋ เบื้องหน้าคือเทือกเขาหมื่นอสูร ท่านดูหมอกนั่นสิ...” ปลายนิ้วของเขารวมแสงวิญญาณสายหนึ่ง ก่อนยิงเข้าไปในม่านหมอก “ภายในหมอกนี้มีพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่ทำให้กาลเวลาและมิติปั่นป่วนอยู่ ทางเข้าแดนลับก็อยู่ตรงนั้น”
แววตาของไป๋อิงพลันเคร่งขรึม นางเห็นแสงวิญญาณสายนั้นบิดเบี้ยวอย่างประหลาดในม่านหมอก บางครั้งก็เร็วราวสายฟ้า บางครั้งก็ช้าเชื่องราวหอยทาก ท้ายที่สุดกลับแยกออกเป็นหลายสาย กระจายไปคนละทิศทาง
ปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้สอดคล้องกับเรื่องเล่าถึงความปั่นป่วนของกาลเวลาและมิติจริง ๆ
เซวียนหยวนเฉินก้าวไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ พอดีบังไป๋อิงไว้ระหว่างเขากับบรรพชนชิงหมิง
คิ้วสีขาวราวหิมะของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนส่งกระแสเสียงถามนางว่า “เด็กน้อย ผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพกลุ่มนี้เชื่อถือได้จริงหรือ?”
ก่อนหน้านี้ไป๋อิงเล่าเรื่องการเดินทางไปเทือกเขาหมื่นอสูรให้เซวียนหยวนเฉินฟัง ทันทีที่รู้เรื่อง เขาก็สั่งให้ศิษย์ในสำนักที่มีระดับบำเพ็ญต่ำกว่ากลับไปก่อน ส่วนตนยืนกรานจะคุ้มกันไป๋อิงเข้าไปด้วยตัวเอง
ยามนี้เมื่อมองผู้คนที่อยู่ข้างกายนาง แวววิตกซึ่งแทบสังเกตไม่เห็นก็ฉายวาบในดวงตาของเซวียนหยวนเฉิน
ใบหน้าของมู่หรงจิ่นเองก็เต็มไปด้วยความกังวล เขารู้ว่าเวลานี้ไป๋อิงแข็งแกร่งมาก และรู้ด้วยว่าตนไม่มีวันไล่ตามนางทันอีกแล้ว
แต่คนเหล่านั้นเป็นผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพถึง 18 คนเชียวนะ ไป๋อิงจะเชื่อใจพวกเขาได้จริงหรือ?
