แสงจากค่ายกลเคลื่อนย้ายค่อย ๆ มอดดับ เผยร่างของไป๋อิงให้เห็นชัดเจน นางยังไม่ทันมองรอบด้านให้ถนัด ร่างสีชมพูร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาราวกับพายุหมุน
“ไป๋อิง!” หวังเมี่ยวเมี่ยวประหนึ่งนกน้อยแสนร่าเริง โผเข้าไปซุกในอ้อมแขนของไป๋อิงจนอีกฝ่ายถอยหลังไปครึ่งก้าว “ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที! พวกเราคิดถึงเจ้าจะแย่อยู่แล้ว!” เสียงใสกังวานของเด็กสาวดังสะท้อนไปทั่วโถงค่ายกลเคลื่อนย้ายอันกว้างใหญ่
มุมปากของไป๋อิงยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางยื่นมือไปลูบศีรษะหวังเมี่ยวเมี่ยว “ข้าก็คิดถึงทุกคนเช่นกัน”
สายตาของนางมองข้ามหวังเมี่ยวเมี่ยวไปยังเหล่าคนจากสำนักหลิงเซียวที่อยู่ด้านหลัง ใบหน้าคุ้นเคยเหล่านั้นทำให้หัวใจนางอุ่นวาบ ราวกับผู้พเนจรที่จากบ้านมานาน ในที่สุดก็ได้กลับคืนสู่บ้านเกิด
หวังฉี มู่หรงจิ่น และเซวียนหยวนเฉินต่างมองไป๋อิงด้วยความยินดีอย่างยิ่ง พวกเขาทุกคนต่างยื่นมือออกมาโอบกอดนางอย่างเต็มรัก
ทว่าฉากอันอบอุ่นนี้กลับถูกเสียงหัวเราะเยาะที่ไม่ถูกกาลเทศะหลายเสียงขัดจังหวะ
“นี่หรือไป๋อิงที่เลื่องลือกัน?” ผู้บำเพ็ญหนุ่มในชุดคลุมสีม่วงปรายตามองไป๋อิง “ข้านึกว่าจะเป็นยอดฝีมือสามเศียรหกกร ที่แท้ก็แค่เด็กสาวผมเหลืองคนหนึ่ง”
คนที่พูดเป็นศิษย์จากสำนักอื่น ซึ่งเตรียมใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่ด้านนอก
พวกเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของไป๋อิงมานาน ทั้งยังรู้เรื่องราวของนางอยู่บ้าง จึงคิดว่านางคงเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็ก ๆ เช่นนี้
“นั่นสิ” สตรีที่ยืนข้างเขาปิดปากหัวเราะเบา ๆ “ดูแขนขาเล็กกระจ้อยร่อยนั่นสิ เกรงว่าแม้แต่เคล็ดวิชาน้ำแข็งของข้าก็คงรับไม่ไหว เรื่องเล่าของนางคงเป็นข่าวลือที่แต่งขึ้นมาเสียมากกว่า”
