ภายในห้องสงบเงียบกริบ ผ่านไปเนิ่นนาน เซวียนหยวนเฉินจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น หยิบยันต์กระบี่เก่าแก่แผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“นี่คือ...” เซวียนหยวนเฉินเอ่ยเสียงต่ำ “กุญแจเปิดสุสานกระบี่” เขาวางยันต์กระบี่ลงบนฝ่ามือของมู่หรงจิ่นอย่างระมัดระวัง ปลายนิ้วสั่นระริก “สถานที่แห่งนั้น...อันตรายยิ่งนัก ตลอดพันปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้ใดรอดชีวิตออกมาได้ เจ้า...จงระวังตัว”
เมื่อทางเข้าสุสานกระบี่ค่อย ๆ เปิดออกตรงหน้ามู่หรงจิ่น เสียงกระบี่นับไม่ถ้วนก็ดังมาจากวังวนมืดมิด ราวกับวิญญาณผู้วายชนม์นับหมื่นกำลังร่ำไห้
เซวียนหยวนเฉินพลันคว้าไหล่มู่หรงจิ่นไว้ “จงกลับมาอย่างมีชีวิต” ถ้อยคำสี่คำนี้หนักอึ้งดุจขุนเขา
มู่หรงจิ่นไม่ได้หันกลับมา เพียงพยักหน้าเบา ๆ แผ่นหลังของเขาดูบอบบางเป็นพิเศษเมื่อยืนอยู่ตรงทางเข้า ทว่ากลับแฝงความเด็ดเดี่ยวไว้
ชั่วพริบตาถัดมา ร่างของเขาก็ถูกความมืดกลืนกินจนสิ้น
มู่หรงจิ่นจดจำสายตาสุดท้ายของไป๋อิงยามยืนหันกลับมามองอยู่หน้าค่ายกลเคลื่อนย้ายได้เสมอ
เด็กสาวผู้สุขุมเยือกเย็นอยู่เป็นนิจ ในยามเป็นตายกลับเผยรอยยิ้มปล่อยวางออกมา
แสงตะวันลอดผ่านเส้นผมเปื้อนเลือดของนาง ฉาบรัศมีสีทองไว้รอบกาย ร่างบอบบางยืนขวางหน้าฝูงชน เผชิญหน้ากับการรุมโจมตีของบรรพชนฮวาหยางและผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพอีกสิบแปดคนเพียงลำพัง
“ไป!”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่นางทิ้งไว้
ในชั่วขณะนั้น มู่หรงจิ่นทุบม่านแสงของค่ายกลเคลื่อนย้ายอย่างบ้าคลั่ง ข้อนิ้วแตกยับจนเลือดเนื้อเละเทะก็ยังไม่รู้สึกตัว เขาอยากจะทะลวงข้อห้ามไปยืนเคียงข้างนางให้ได้เหมือนหวังเมี่ยวเมี่ยวเหลือเกิน
