ยามนี้ ไป๋อิงชายแขนเสื้อพลิ้วไหวตามสายลม งามสง่าราวเทพเซียน ทว่ารอบกายกลับแผ่ไอเย็นเยียบประหนึ่งจับต้องได้ ทุกสายใยของไอเย็นนั้นแฝงจิตสังหารชวนหวาดหวั่น ราวกับอสูรผู้ย่างเท้าจากขุมนรกอเวจีขึ้นสู่โลกมนุษย์ จนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา
เยี่ยเยี่ยนจินมองนางด้วยร่างที่สั่นเทา ไม่เคยนึกฝันเลยว่าเหยื่อนิ่มนวลที่เขาคิดว่าจะบีบคั้นได้ตามใจ กลับมีฝีมือถึงเพียงนี้!
“เป็นไปได้อย่างไร? เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้?”
เขาฝืนพยุงร่างที่เจ็บปวดรวดร้าว ค่อย ๆ ลุกขึ้น ทุกการขยับล้วนเจ็บปวดราวกับมีเข็มทิ่มแทง กว่าจะยืนได้ก็แทบหมดแรง เขาไม่กล้าชักช้า รีบเรียกใช้ยันต์เร่งวายุที่อาจารย์มอบให้ ในใจมีเพียงความคิดเดียว คือต้องหนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ทว่าเยี่ยเยี่ยนจินไม่คาดคิดเลยว่า ขณะที่กำลังจะหลบหนี กลับชนเข้ากับม่านกั้นไร้รูปร่าง ม่านนั้นแข็งแกร่งจนไม่อาจทำลายได้ ผลักเขากลับมาอย่างแรงจนร่างเซถอยหลัง ความตื่นตะลึงและสับสนถาโถมเข้าใส่
ไป๋อิงมองเขาด้วยแววขบขัน “พวกเจ้าวางค่ายกลขวางข้าได้ แล้วเหตุใดข้าจะวางค่ายกลขวางพวกเจ้าไม่ได้เล่า?”
เยี่ยเยี่ยนจินแทบคลุ้มคลั่ง!
ไอ้สารเลวเอ๊ย! เขากัดฟันตะโกนใส่คนอื่น ๆ “ยืนบื้อทำอะไรอยู่? เข้ามาพร้อมกันสิ! ไม่ได้ยินหรือว่านางจะขวางพวกเราทุกคน? พวกเจ้าคิดว่าถ้าข้าตายแล้ว นางจะปล่อยพวกเจ้าไปหรือ?”
ในที่สุดเขาก็ตระหนักถึงความน่ากลัวของไป๋อิง
