สีหน้าของเว่ยจี้พลันซีดขาวราวกระดาษ เม็ดเหงื่อขนาดเท่าเมล็ดถั่วไหลลงมาตามขมับ มือที่กำลังจับกล่องผลเต๋าต้นกำเนิดสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว ข้อนิ้วซีดเขียวเพราะออกแรงมากเกินไป
“ทะ...ทำไมถึงเร็วขนาดนี้...” เขาพึมพำเสียงสั่นเครือ แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ความยินดีเมื่อครู่ตอนเก็บผลวิญญาณมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหนาวเหน็บเสียดกระดูกที่แล่นจากแผ่นหลังขึ้นมาถึงท้ายทอย
แต่เมื่อเหลือบเห็นไป๋อิงยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกล หัวใจที่เต้นกระหน่ำกลับสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์
“ใช่แล้ว พวกเรามีเซียนหญิงไป๋...แม้แต่คางคกทองขั้นหลอมสุญญตาครึ่งก้าวก็ยังทำอะไรนางไม่ได้...สุดท้ายยังถูกนางสยบไว้ได้ด้วย”
เว่ยจี้ท่องอยู่ในใจ สายตากวาดมองเหล่าผู้บำเพ็ญจากสำนักต่าง ๆ ที่กำลังจับจ้องพวกเขาอย่างละโมบ
ยอดฝีมือที่ว่านั่น ต่อให้แข็งแกร่งที่สุดก็อยู่เพียงขั้นแปรเทพระยะแรก เมื่ออยู่ต่อหน้าคางคกทอง เกรงว่าจะด้อยกว่ามดเสียอีก
แล้วเขาจะต้องกลัวอะไรด้วยเล่า?
ความคิดนี้ทำให้เขาเองยังประหลาดใจ เมื่อต้องเผชิญทางตันเช่นนี้ เขากลับไม่ได้หวาดกลัวหนักหนาเหมือนแต่ก่อน ซ้ำยังคิดว่าเซียนหญิงไป๋อาจเอาชนะคนเหล่านั้นได้
ผู้บำเพ็ญชุดคลุมแดงจากสำนักกระบี่ชื่อเซียวเห็นผู้บำเพ็ญจากสำนักอื่นทยอยปรากฏตัว แววตาก็วาบประกายอำมหิต
เขาสะบัดกระบี่อย่างแรง ปราณกระบี่ร้อนระอุฟาดลงบนพื้นจนเกิดรอยไหม้เกรียม “ทุกท่าน! ผลเสวียนเทียนย่อมเป็นของผู้มีความสามารถ สำนักกระบี่ชื่อเซียวของข้าเองก็ไม่ต้องการลงมือกับทุกท่านที่นี่ ครั้งนี้สำนักข้าส่งผู้อาวุโสขั้นแปรเทพมาสองคน อย่างน้อยเราต้องได้ผลไปสี่ผล! หากทุกท่านเห็นด้วย ข้าก็ไม่จำเป็นต้องสู้จนบาดเจ็บล้มตายกัน”
