ไป๋อิงราวกับถูกคาถาตรึงกาย ยืนนิ่งงันอยู่กับที่ จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา
ทิวทัศน์รอบกายเดิมเลือนหายไปแล้ว แทนที่ด้วยเด็กหญิงร่างเล็กคนหนึ่ง อายุราวเจ็ดแปดขวบ ยืนเดียวดายอยู่ตรงนั้น
จากร้านบะหมี่ริมถนน แสงเทียนสีเหลืองอบอุ่นสาดลอดออกมา ส่องลงบนโต๊ะไม้ธรรมดาตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีบะหมี่ร้อนกรุ่นวางอยู่หลายชาม
ข้างโต๊ะมีครอบครัวสามคนกำลังนั่งล้อมวง พวกเขาพูดคุยกันเสียงเบาเป็นครั้งคราว บ้างก็เผยรอยยิ้ม บรรยากาศอบอุ่นราวกับม่านบางไร้รูปโอบล้อมพวกเขาไว้
เด็กหญิงยืนอยู่ด้านนอกร้านบะหมี่ มองผ่านประตูที่แง้มอยู่ครึ่งหนึ่ง แววตาเผยความอิจฉาอย่างไม่ปิดบัง
สายตาของไป๋อิงค่อย ๆ จับจ้องไปยังเด็กหญิง แม้เขาไม่เคยเห็นไป๋อิงในวัยเยาว์มาก่อน แต่ทันทีที่เห็นเค้าโครงใบหน้าอันคุ้นเคย หัวใจก็พลันสั่นสะท้าน สัญชาตญาณบางอย่างที่ยากจะอธิบายบอกเขาว่า เด็กหญิงผู้โดดเดี่ยวตรงหน้าคือไป๋อิงในวัยเด็ก
ไป๋อิงมองครอบครัวสามคนที่เปี่ยมสุขอยู่เงียบ ๆ ครู่หนึ่ง แววตาค่อย ๆ หม่นแสงลง ความอ้างว้างสายหนึ่งแผ่ขึ้นมาเหนือคิ้ว
นางถอนหายใจเบา ๆ แล้วค่อย ๆ หันหลัง คล้ายไม่อาจทนมองภาพที่ทิ่มแทงหัวใจนี้ต่อไปได้
ใต้เท้านางมีก้อนหินเล็ก ๆ วางอยู่ ไป๋อิงยื่นเท้าออกไปอย่างเบื่อหน่าย เตะมันเบา ๆ ทุกครั้งที่เท้าสัมผัสก้อนหิน ล้วนเจือด้วยความผิดหวังอยู่บ้าง
เงาร่างของนางดูผอมบางขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางแสงเงาสลัวริมถนน ราวกับถูกห่อหุ้มด้วยความหดหู่ทั้งตัว
ไป๋อิงขมวดคิ้วแน่น ความสงสารผุดขึ้นในใจ เขาก้าวเท้าไปหาไป๋อิงโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเย็นชาที่เห็นอยู่เสมอพลันปรากฏความอ่อนโยนหาได้ยาก เขาเอ่ยเสียงเบาว่า “เด็กน้อย เป็นอะไรไปหรือ? อยากกินบะหมี่ในร้านนั้นหรือ ถึงได้ยืนมองตาละห้อย? พ่อ...อา...พาเจ้าเข้าไปกินดีหรือไม่?”
